ปฏิบัติการเปิดตัว “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน รัฐบาลส่งสัญญาณเปิดเกมรุกจับคนผิด เปลี่ยนเกมจากตกเป็นเป้านิ่งถูกโจมตีอย่างหนัก พลิกสถานการณ์กวาดล้างผู้กระทำผิด สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล
แม้ก่อนหน้านี้ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล และ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม ยืนยันเสียงแข็งไม่พบ “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน จนทำให้น้ำมันขาดปั๊ม
เนื่องจากรัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ในช่วงต้นเดือน มี.ค. ถึงช่วงกลางเดือน มี.ค. เสมือนเปิดช่องให้ “นักแสวงหากำไร” พอคาดเดาสถานการณ์ได้ว่า “ราคาน้ำมัน” มีโอกาสดีดตัวพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดช่องว่างเปิดทางให้กักตุน
มีการเปิดเผยตัวเลขกำลังผลิตน้ำมัน โดย “พิพัฒน์” ระบุว่า ในแต่ละวันโรงกลั่นและผู้ค้าตามมาตรา 7 ได้นำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการต่างๆ เกือบ 10,000 สถานีบริการ ซึ่งอดีตเคยเติมน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการและผู้ใช้ต่างๆ ประมาณ 67 ล้านลิตร แต่ในช่วงนี้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณซัก 82-84 ล้านลิตรต่อวันก็ยังไม่เพียงพอ
ถอดรหัสจากคำพูด “พิพัฒน์” จะพบว่ามีน้ำมันหายออกจากระบบการผลิต 17 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นปริศนาที่สวนทางกับท่าทีของรัฐบาล ซึ่งพยายามยืนยันว่าไม่มี “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน
วันที่ 19 มี.ค. “อนุทิน” ระบุว่า ““ไม่มี ยังไม่มีคำว่าไอ้โม่ง มันมีการมาตุนน้ำมันโดยประชาชนที่มีความกังวลอยู่ในระดับหนึ่ง” จากเดิมที่เคยใช้ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ทั้งที่กำลังการผลิตเท่าเดิม และยังไม่มีปัญหาการนำเข้า”
วันที่ 23 มี.ค. “พิพัฒน์” ระบุว่า “ไม่กล้ายืนยันว่า ณ เวลานี้จะมีไอ้โม่งหรือไม่มี แต่เราจะตรวจสอบโดยชุดเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบ ทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน สถานีบริการ และคลังอื่นๆ ทั่วประเทศ”
อย่างไรก็ตาม “อนุทิน - พิพัฒน์” โดนรุกไล่อย่างหนักหน่วง ยิ่งขุมธุรกิจของ “ตระกูลรัชกิจประการ” ผูกโยงกับน้ำมัน ยิ่งแนวทางแก้ปัญหาไม่มีแนวคิดลดภาษีสรรพสามิต ตามข้อเสนอของหลายพรรคการเมือง ทำให้ชื่อ “พิพัฒน์” ถูกต่อต้านจาก ขั้วค้าน- ขั้วแค้น
แนวต้าน “พิพัฒน์” ก่อตัวโหมแรงไฟมากขึ้น ทำให้ “อนุทิน” ต้องยอมถอย ถอด “พิพัฒน์” ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ รมว.คลัง เข้ามาทำหน้าที่ เพื่อลดแรงต้านให้เบาบางลง
ขณะเดียวกัน “อนุทิน” แก้เกมด้วยการตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยมี “เอกนิติ” นั่งหัวโต๊ะ เพื่อศึกษาต้นทุนราคาน้ำมัน โดยเฉพาะ “ค่าการกลั่น” ราคาสูง ทำให้ “โรงกลั่น” โดนโจมตีอย่างหนัก
“คตร.” มีการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการโรงกลั่นแล้ว 2 ครั้ง มีมติที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีให้นำมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2565 มาใช้เป็นแนวทางเทียบเคียง เพื่อดึงกำไรส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่น นำมาโอนเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับใช้เป็นกลไกในการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มอย่างเร่งด่วน
สำหรับมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2565 ที่มีเนื้อหาให้มีการนำเอากำไรของโรงกลั่นน้ำมันมาช่วยลดราคาน้ำมันโดยส่งกำไรส่วนหนึ่งเข้าสู่กองทุนน้ำมันฯ โดยอยู่ภายใต้ มาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจจากสถานการณ์ราคาพลังงาน โดยสถานการณ์ในขณะนั้นเป็นผลมาจากการสู้รบของรัสเซียและยูเครน
โดยมีมติให้ขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ นำส่งกำไรส่วนหนึ่งจากค่าการกลั่นน้ำมันน้ำมันดีเซลและเบนชินเข้ากองทุนน้ำมันเชื่อเพลิงในช่วงวิกฤติราคาน้ำมันแพง
ทั้งนี้จัดเก็บได้ประมาณ 500- 1,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยมีระยะเวลาการดำเนินการตั้งแต่เดือนวันที่ 1 ม.ค. 2565 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2565
ดังนั้นแนวทางของ “คตร.” เปิดทางให้ “โรงกลั่น” นำส่งกำไรส่วนหนึ่งให้กับกองทุนน้ำมัน เพื่อกดราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งสูงขึ้น ถือเป็นมาตรการที่รัฐบาลคาดหวังว่าจะลดแรงเสียดทานไปได้บ้าง
อย่างไรก็ตามแอ็กชันของ “หน่วยงานรัฐ” ปมการกักตุนน้ำมัน เริ่มมีความเข้มข้นขึ้น โดยในวันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีข้อมูลการลอยเรือกลางทะเล จอดเรือ ลดเที่ยวเรือ เป้าหมายเพื่อรอราคา ก่อนจะนำน้ำมันในคลังที่เก็บไว้ ก็กระจายสู่ปั๊ม และลูกค้า ทั้งผ่านจ๊อบเบอร์ และขายส่งให้ปั๊มหลอด ภาคขนส่ง เกษตร อุตสาหกรรม น้อยลง
พร้อมทั้งมีข้อมูลเส้นทางกักตุนน้ำมัน โดยรับน้ำมันจากโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ในเครือข่าย ชายฝั่งภาคตะวันออก ส่งทางเรือไปยังคลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งน้ำมันบางส่วนเป็นน้ำมันสำเร็จรูปที่นำเข้ามาก่อนราคาพุ่ง
คืนวันที่ 4 เม.ย. นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะตัวแทนผู้เสียหายและเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อดำเนินคดีกับ บริษัทบริหารจัดการน้ำมันแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่หมู่ 1 ถนนกาญจนวิถี ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โดยแจ้งความใน 3 ข้อหา 1. ครอบครองสินค้าควบคุมเกินปริมาณที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 25 (12) 2. เก็บสินค้าควบคุมในสถานที่อื่นนอกจากที่แจ้งไว้กับเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 25 (5) 3. ไม่นำสินค้าออกจำหน่าย ปฏิเสธการขาย หรือประวิงการส่งมอบโดยไม่มีเหตุสมควร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงเดือนมีนาคม 2569
ขณะเดียวกัน บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ออกแถลงการณ์ชี้แจง ยืนยันว่าบริษัทประกอบกิจการในฐานะผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 รับซื้อ จำหน่าย และจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่สุราษฎร์ธานี ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้บริษัทฯ มีสถานะเป็นผู้บริหารจัดการคลังน้ำมันเฉพาะในส่วนที่บริษัทฯ รับผิดชอบเท่านั้น
พร้อมทั้งยืนยันว่าบริษัทระบุว่าการบริหารสต็อกทั้งหมดเป็นไปตามแผนการจัดส่งและการสำรองตามปกติ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่
ที่สำคัญไม่มีนโยบายหรือพฤติการณ์กักตุนเพื่อแสวงหาประโยชน์จากสถานการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น และประกาศยินดีเปิดเผยเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ภาครัฐตรวจสอบ
สำหรับ “พี.ซี.” บริหารจัดการคลังน้ำมันอยู่ 4 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1. คลังท่าทอง ที่ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือฐานหลักและเป็นคลังที่ตกเป็นประเด็นในการสอบสวนครั้งนี้ ตั้งอยู่ริมคลองท่าทองด้านตะวันตกของแม่น้ำตาปี บนพื้นที่กว่า 70 ไร่ที่พัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชั้นนำของจังหวัด
2. คลังสงขลา ที่ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ดำเนินการโดยบริษัทอากิแบม ออยล์ จำกัด ในฐานะผู้เช่า 3. คลังบางปะกง ที่ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา รับผิดชอบตลาดในภาคกลาง 4. คลังนครสวรรค์ ที่ตำบลม่วงหัก อำเภอพยุหะคีรี
จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อกระจายน้ำมันสู่พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง
เมื่อรัฐบาลขึงขังจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด “กักตุนน้ำมัน” โดย “พี.ซี.” ถือเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ต้องพิสูจน์ความจริง ไม่เช่นนั้นธุรกิจของ “ตระกูลเหลืองกำธร” จะตกเป็นจำเลยของสังคม ส่งผลกระทบในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังจากนี้จับตาการขับเคลื่อนแก้ปัญหา“น้ำมัน”ของ“รัฐบาล” ที่ต้องปรับกระบวนท่ากันใหม่ เพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมือง เพราะหากแก้วิกฤติพลังงานไม่ได้ สถานการณ์จะพลิกกลับมาเป็นวิกฤติรัฐบาลทันที





