วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน 2569

Login
Login

เปิด 5 นโยบายรัฐบาลอนุทิน 2.0 ฉบับ 'พูดแล้วทำ' เตรียมแถลงต่อรัฐสภา

เปิด 5 นโยบายรัฐบาลอนุทิน 2.0 ฉบับ 'พูดแล้วทำ' เตรียมแถลงต่อรัฐสภา

เปิดร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2.0 ภายใต้สโลแกน "พูดแล้วทำ" 5 ด้าน เศรษฐกิจ ต่างประเทศ-ความมั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม การบริหารภาครัฐ-ปฏิรูปกฎหมาย พร้อมดันนโยบายเร่งด่วน 23 ข้อใหญ่

ไทม์ไลน์รัฐบาล หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ในวันที่ 6 เมษายน 2569 ขั้นต่อไปรัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งสำนักเลขาธิการสภาฯ ได้นัดหมาย ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน หลังจากรัฐสภาเห็นชอบ รัฐบาลจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ 

สำหรับนโยบายรัฐบาล ที่ประกอบด้วย 16 พรรคการเมือง นำโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะแถลงต่อรัฐสภา ได้แบ่งหมวดหมู่เป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย 

โดยมีรายละเอียด ความยาวทั้งหมด 21 หน้า และในตอนท้ายได้เน้นย้ำ การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” ดังนี้

1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ

จะเน้นส่งเสริมการลงทุน SMEs ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทเอกชน และทางเลือกให้เข้ามาร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และจะส่งเสริมด้านการค้าระหว่างประเทศเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า

ขณะที่ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืนควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน และด้านการท่องเที่ยวจะสร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาคยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

จะเน้นไปที่การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะทบทวนนโยบาย Free Visa 
 

3.นโยบายด้านสังคม

มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดยปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่ และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้าการใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์

4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

โดยการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

ผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ. 2050) สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก และเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกในประเทศ

5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

โดยจะผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน  
เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น โดยเสนอ "นโยบายเร่งด่วน" 23 ข้อใหญ่ ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ 

1. สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย
2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
3. ด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า
4. ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน 
5. ด้านการท่องเที่ยว สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

6. เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก
7. เสริมสร้างเสถียรภาพ
8. ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทย ผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”
9.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค
10. สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
11. พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต
12. พัฒนาระบบทหารอาสา และการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

ด้านสังคม

13. เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา
14. พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที
15. เสริมสร้างสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

ด้านภัยพิบัติและสิ่่งแวดล้อม

16. บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
17. พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
18. ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 (คศ.2050)
19.การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฏหมาย

20. ราชการทันใจ เปลี่ยนผ่านสู่ "ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ" อย่างเป็นรูปธรรม
21. ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ
22. การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
23. แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง