ผลดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทย จัดโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) หรือ TI ประจำปี 2025 (พ.ศ. 2568) ที่ผ่านมา ตกต่ำถึงที่สุดในรอบ 19 ปี ได้คะแนนเพียง 33 จาก 100 คะแนนเต็ม (ยิ่งคะแนนต่ำ ยิ่งคอร์รัปชันสูง) โดยตกลงหนึ่งอันดับจากปี 2567 ที่ได้ 34 คะแนน
เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ปี 2025 ไทยมีคะแนน CPI ต่ำกว่า 7 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ติมอร์ เลสเต เวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว โดยมีคะแนนสูงกว่าแค่ 3 ประเทศคือ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเมียนมา ถือว่าย่ำแย่อย่างหนักเช่นเดียวกัน
บทวิเคราะห์จาก TI ระบุว่า ในภาพรวมประเทศไทยที่รั้งคะแนน 33 ยังคงมีคะแนนต่ำ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2012 (พ.ศ. 2555) โดยเฉพาะการลดลงของหลักนิติธรรม และความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับการจำกัดพื้นที่พลเมือง ที่เพิ่มมากขึ้น
มีเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคม นักวิชาการ มองว่า หลายรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
โดย “ดร.มานะ นิมิตรมงคล” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เคยให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจว่า คะแนน CPI ของไทยในปี 2025 แทบจะต่ำที่สุดนับตั้งแต่เคยมีการจัดอันดับของ TI มา
ถ้ามองในระยะใกล้ที่เพิ่งผ่านมา เราจะเห็นว่า ช่วง 2 ปีกว่า 3 รัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้มีนโยบาย หรือมาตรการอะไรในการต่อต้านคอร์รัปชันให้เห็นเลย ไม่สนใจ และไม่พยายาม ตัวนี้จึงเป็นตัวฉุดอย่างชัดเจน
ดร.มานะ วิเคราะห์สาเหตุว่า รัฐบาลไม่สนใจที่จะทำในเรื่องนี้ จะทำให้บรรดาคนโกงทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ เอกชน เกิดความไม่ยำเกรง และอาจหาญที่จะคดโกงบ้านเมือง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น จะทำให้เราเห็นว่า คอร์รัปชันของไทย ไม่ใช่เรื่องแค่คนเลวไม่กี่คน แต่มันคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ที่ทำให้คอร์รัปชัน นับวันมีแต่ขยายตัว และเลวร้ายลงเรื่อย ๆ
ที่ผ่านมาองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการคอร์รัปชันของไทย คือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีผลการศึกษา และวิเคราะห์นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล และจัดทำมาตรการ รวมถึงข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในนโยบายต่าง ๆ ไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขสารพัดปัญหามาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาแรงงานข้ามชาติ ปัญหาการจัดสรรที่ดิน ข้อเสนอในการปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. เป็นต้น
แม้ว่าสำนักงาน ป.ป.ช.เคยจัดทำมาตรการ และข้อเสนอแนะ ปี ๆ หนึ่งนับสิบเรื่องไปยัง ครม. โดยรัฐบาล “รับลูก” ปัญหานี้ พร้อมกับแจกจ่ายข้อเสนอ ป.ป.ช.ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติตามคำแนะนำก็ตาม แต่เหมือนว่าเรื่องจะเงียบหายไปกับสายลม ไม่ค่อยมีการนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปดำเนินการในทาง “ปฏิบัติจริง” มากนัก
ดังนั้น จุดอ่อนประการสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุจริตของไทย หนีไม่พ้น “รัฐบาล” ซึ่งเป็น “ฝ่ายบริหาร” ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญรับข้อเสนอแนะต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐ รวมถึงภาคประชาชน ไปขับเคลื่อนให้เป็น “นโยบาย”
ทว่า ล่าสุด 31 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย มอบนโยบาย “มาตรการและเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในการยกระดับค่า CPI ของประเทศไทย” ตอนหนึ่งว่า
เรายังไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้จริง สะท้อนผ่านค่า CPI ที่ยังจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง มาจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วน ขาดจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ และใช้ตำแหน่งแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อีกทั้งระบบยังเปิดช่องโหว่ให้ผู้ทุจริตเห็นว่าทำได้ ประกอบกับขาดการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
“สิ่งเหล่านี้ต้องใช้คำว่าเป็นการบั่นทอนประเทศ คือบั่นทอนทั้งงบประมาณ ประสิทธิภาพ และความเชื่อมั่นศรัทธาจากพี่น้องประชาชน เราจึงต้องยอมรับความจริง และเผชิญกับความท้าทายนี้อย่างตรงไปตรงมา” อนุทิน กล่าว
นายกฯ ระบุด้วยว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ต้องมีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น ไม่ใช่ทำตามรูปแบบเท่านั้น แต่ต้องเห็นผลจริงด้วย เป้าหมายสำคัญ คือไม่มีการทุจริต และไม่มีการเรียกรับสินบนในหน่วยงานภาครัฐ สอดคล้องกับตัวชี้วัดของแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ในการยกระดับค่า CPI ของประเทศไทยให้สูงขึ้น
ดังนั้นในยุคเปลี่ยนผ่าน “รัฐบาลใหม่” จึงเป็นการวัดฝีมือ “ครม.อนุทิน 2” เดิมพันกู้วิกฤติคอร์รัปชัน ฟื้นประเทศไทย ที่กำลังย่ำแย่บนจอเรดาห์โลกได้หรือไม่





