ถึงคราว “พรรคเพื่อไทย” ทบทวนยุทธศาสตร์ทางการเมือง เนื่องจากผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ดิ่งมาอยู่ในจุด “พรรคต่ำร้อย” ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับ “พรรคตระกูลชินวัตร”
จากเคยยืนหนึ่งคว้าชัยเกือบทุกสนามเลือกตั้ง มีแรงต่อรองสูงลิบในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล มาวันนี้ “ค่ายสีแดง” แรงต่อรองต่ำอยู่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล
อีกทั้งต้องยอมรับว่า “เพื่อไทย” ไม่ใช่ “พรรคกระแส” อีกต่อไป เพราะความนิยมของ “ตระกูลชินวัตร” ลดลงอย่างต่อเนื่อง
การเลือกตั้งปี 2566 ได้สส. 141 ที่นั่ง ปี 2569 ได้สส. 74 ที่นั่ง เป็นสัญญาณบ่งชัด
ที่สำคัญ “เพื่อไทย” ไม่ใช่ “พรรคบ้านใหญ่” อีกเช่นกัน เพราะบรรดา “นักเลือกตั้ง” ที่มาอาศัยกระแสค่ายแดง ลงสู้ศึกเลือกตั้งเสียมากกว่า ไม่ได้สร้างฐานการเมืองของตัวเองให้แข็งแกร่ง
เมื่อไม่ใช่ “พรรคกระแส” และไม่ใช่ “พรรคบ้านใหญ่” บรรดา “ขุนพลค่ายแดง” ต้องทบทวนแนวทางใหม่ ปรับไซซ์จาก “พรรคขนาดใหญ่” ลดมาอยู่ในระดับ “พรรคขนาดกลาง”
สัญญาณแรกจาก “เจ้าของพรรค” คือ การเกลี่ยโควตารัฐมนตรี และการทิ้ง “สนาม กทม.”
บรรดา “บ้านใหญ่ - นักเลือกตั้ง” พาเหรดกันหลุดโผ จนเกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรค แต่ “บิ๊กบอส” สามารถสยบความเคลื่อนไหวลงได้
สัญญาณล่าสุด คือ การทิ้ง “สนาม กทม.” มีแนวโน้มจะไม่ส่งผู้สมัคร “ผู้ว่าฯ กทม.” และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เพราะมองแล้ว สนามกทม.ยากที่จะสู้กับ “กระแสสีส้ม”
ทั้งที่ ย้อนไปในช่วงการเลือกตั้ง “ผู้ว่ากทม.-สก.” ในปี 2565 “เพื่อไทย” ครองแชมป์ “สนาม สก.” กวาด 20 ที่นั่ง แบ่งให้ พรรคก้าวไกล 14 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 9 ที่นั่ง กลุ่มรักษ์กรุงเทพ 3 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 2 ที่นั่ง พรรคไทยสร้างไทย 2 ที่นั่ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีแนวคิดของ “กลุ่มสนับสนุน สก.” มองคนละมุมกับ “ทีมเจ้าของพรรค” โดยมองว่า “สนามกทม.” ถือเป็นพื้นที่เมืองหลวงของประเทศ ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศ ความพ่ายแพ้การเลือกตั้ง “สส.” มาจากการตัดสินใจของพรรค ที่ไม่สอดคล้องพื้นที่ กทม.
ทั้งนี้ มีการประเมินว่า “พื้นที่เพื่อไทย” มี สก. คะแนนผู้สมัคร สส.อยู่ในเกินที่ดี เนื่องจากมีการวางรากฐานเพื่อยึดโยงกับตัวบุคคลไว้อย่างเหนียวแน่น
มีกระแสข่าวว่า เมื่อวันที่ 31 มี.ค. “แกนนำเพื่อไทย” พื้นที่ กทม. ร่วมประชุมยุทธศาสตร์กับ “ผู้บริหารพรรคเพื่อไทย” โดยมี “บิ๊กเนมค่ายแดง” ร่วมวงอยู่ด้วย โดยมีการยืนยันกันว่าจะไม่ส่ง “ผู้สมัคร สก.” เพราะยากที่จะสู้กับ “กระแสสีส้ม” และไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน
ว่ากันว่า หากส่ง “ผู้สมัคร สก.” อาจจะทำให้ “นายทุนสีแดง” ต้องควักเนื้อ หลัก 100 กิโล ส่งผลให้ “บิ๊กบอส” ตัดสินใจยอมถอย แม้จะโดนข้อครหาตามหลัง
ขณะเดียวกัน มีการวางโมเดล “อนาคตเพื่อไทย” เอาไว้ว่า อาจจะต้องทิ้งสนามท้องถิ่นทั้งประเทศ โดยจะโฟกัสแค่สนามเลือกตั้ง สส.และนายก อบจ.เพียงเท่านั้น เพราะมองว่าเป็นการวางฐานเสียงที่สามารถต่อยอดได้
ที่สำคัญการส่ง “ผู้สมัคร”ในทุกสนามเลือกตั้งมีค่าใช่จ่ายเกือบทุกสนาม หลังจากนี้ “ค่ายแดง” จะประเมินส่ง “ผู้สมัคร” ในสนามที่มีโอกาสจะชนะเท่านั้น โดยจะประเมินตัว “ผู้สมัคร” และ “คู่แข่ง” อย่างละเอียด
โมเดลใหม่ของ “ค่ายสีแดง” อาจจะต้องศึกษาวิธีการของ “ค่ายน้ำเงิน” จากมวยรอง สู่มวยหลัก ด้วยการเก็บเล็กผสมน้อย เก็บ “บ้านเล็ก” มาพัฒนาศักยภาพให้กลายเป็น “บ้านใหญ่” จนมีความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้ง
หลังจากนี้ ต้องจับตา “ยุทธศาสตร์เพื่อไทย” จะเดินไปในทิศทางใด โมเดล“พรรคขนาดกลาง”เริ่มถูกพูดถึงในวงลับ หวังรักษาสถานะพรรคการเมืองเอาไว้ เพื่อรักษาแรงต่อรอง และยังต้องค้ำยัน “ตระกูลชินวัตร”





