'ธนาธร-สิริพงศ์' หนุนกระจายอำนาจ ชี้รัฐรวมศูนย์ทำประเทศถดถอย ดันเลือกตั้งผู้ว่าฯ-ควบรวมท้องถิ่น เสนอระบบภาษีบ้านเกิดเมืองนอน แก้ปัญหางบไม่พอหลังถ่ายโอนภารกิจ
เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมจัดงานเสวนา “กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ” โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานมูลนิธิคณะก้าวหน้า และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เข้าร่วมด้วย
โดยนายธนาธร กล่าวว่า การกระจายอำนาจคือการแบ่งบทบาทการทำบริการสาธารณะภาครัฐ มีระดับท้องถิ่นพื้นฐาน คือเทศบาลและ อบต. ระดับต่อมาคือ อบจ. และระดับต่อมาคือรัฐบาลส่วนกลาง การกระจายอำนาจที่ควรจะเป็น คือท้องถิ่นพื้นฐานควรมีอำนาจและงบประมาณเพียงพอในการให้บริการที่เป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของประชาชนที่ใกล้ตัวที่สุด ระดับจังหวัดเชื่อมตำบลเข้าหากัน เชื่อมจังหวัดต่อจังหวัด และเชื่อมจังหวัดกับประเทศไทย ส่วนกลางต้องไม่เข้าไปแก้ปัญหาท้องถิ่น แต่ต้องคิดเรื่องจะแข่งขันกับโลกอย่างไร จะส่งออกได้มากกว่านี้อย่างไร ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านจะเป็นอย่างไร ระบบการศึกษาจะเป็นอย่างไร วิธีการแบ่งบริการสาธารณะแบบนี้เป็นระบบที่ใช้ทั่วโลกในประเทศที่พัฒนาแล้ว และผู้ที่ใช้อำนาจนั้นมาจะการเลือกตั้งของประชาชน
แต่ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานวันนี้มีอำนาจและงบประมาณน้อยนิด ไม่สามารถทำภารกิจของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เอาภารกิจที่ควรอยู่ที่ท้องถิ่นมาอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้รัฐส่วนกลางใหญ่โตเทอะทะ ไม่มีเวลาและสมาธิไปมุ่งเน้นเตรียมการรับมือกับอนาคต ตราบใดที่รัฐส่วนกลางยังต้องมานั่งซ่อมถนนและสะพานในต่างจังหวัด ไม่ให้ท้องถิ่นไดัมีอำนาจและงบประมาณจัดการตัวเอง ประเทศไทยไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้
ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวว่า อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของการกระจายอำนาจคือการถ่ายโอน รพ.สต. ซึ่งเป็นบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิให้ อบจ. เป็นคนทำ แต่ปัจจุบันก็ยังถ่ายโอนไม่จบ รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ในสมัยนั้นเป็นคนผลักดันการถ่ายโอน แต่กระทรวงสาธารณสุขที่ส่วนกลางพยามดึงอำนาจ ไม่ยอมถ่ายโอนออกไป เรื่องการถ่ายโอนโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยมก็เช่นกัน ทั้งที่อยู่ในแผนแต่ก็ก็ยังไม่มีการถ่ายโอนอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้น บริการขนส่งสาธารณะก็เช่นกัน พ.ร.บ.ขนส่งทางบกฉบับแก้ไข ที่จะให้อำนาจในการออกใบอนุญาตในการเดินรถสาธารณะให้ท้องถิ่น เสนอเข้าสภาไปเดือนสิงหาคม 2567 แต่ก็ไม่ผ่าน นี่คือสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าการผลักดันบริการสาธารณะขนาดใหญ่ต่อไปในอนาคตน่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก
ขณะเดียวกัน กระแสเรียกร้องให้จังหวัดต่างๆ เป็นมหานครที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ความคิดหลักของข้อเรียกร้องนี้ไม่ใช่ต้องการตึกรามบ้านช่องที่สูงใหญ่ แต่คือการเลือกผู้นำของจังหวัดด้วยตัวเอง คือการตอบคำถามว่าตกลงใครเป็นผู้รับผิดชอบจังหวัด ที่จังหวัดไหนพัฒนาช้าหรือพัฒนาเร็วใครเป็นคนรับผิดชอบ ที่ผ่านมาผู้ว่าฯ อยู่ปีครึ่ง ผ่านงบประมาณสมัยเดียวก็ออกจากตำแหน่งแล้ว อบจ. ก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีงบประมาณและอำนาจ จังหวัดจะพัฒนาได้ต้องมีโครงสร้าง มีอำนาจ มีงบประมาณ และมีผู้นำ คำถามคือถ้าไม่มีผู้นำที่รับผิดชอบความเจริญก้าวหน้าของจังหวัด จะทำให้จังหวัดเจริญได้อย่างไร
นายธนาธร กล่าวอีกว่า โจทย์ปัจจุบันของการกระจายอำนาจคือจะทำอย่างไรให้ระดับจังหวัดผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โครงสร้างการบริหารจังหวัดที่ทับซ้อนกันต้องควบรวมกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานอย่าง อบต. และเทศบาล ต้องยกระดับให้เป็นเทศบาลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เทศบาลและ อบต. ที่เล็กเกินไปต้องควบรวม ถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณ สร้างความเข้มแข็ง แก้ไขกฎหมายเพื่อปรับความสัมพันธ์ต่างๆ และการใช้เทคโนโลยีเข้าแก้ปัญหา
นายธนาธร กล่าวด้วยว่า ถ้าอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าที่กระจายไปทั่วทั้งประเทศ การกระจายอำนาจคือวาระของอนาคต การกระจายอำนาจแยกไม่ออกจากเรื่องประชาธิปไตย ล่าสุดที่การกระจายอำนาจถดถอยลงไปว่าก็เพราะการทำรัฐประหาร การกระจายอำนาจส่งเสริมประชาธิปไตย ประชาธิปไตยในระดับชาติก็ส่งเสริมการกระจายอำนาจ วันนี้การกระจายอำนาจในประเทศไทยไม่ไปไปถึงไหนทั้งที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2540 ญี่ปุ่นผลักดันกระจายอำนาจครั้งใหญ่ในห้วงเวลาเดียวกัน แต่เขาทำเสร็จไปไกลแล้ว ถ้าอยากเห็นแต่ละพื้นที่กำหนดอนาคตของตัวเองได้ เราหนีการพูดคุยเรื่องนี้ไม่พ้น เมื่อส่วนกลางไม่ยอมปล่อยงบประมาณและภารกิจ มีแต่การรวมตัวของประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้การผลักดันวาระการกระจายอำนาจ ยุติการรวมศูนย์ที่ส่วนกลางมีความก้าวหน้าขึ้นได้
ขณะที่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจแน่นอน และเชื่อในแนวคิดบริหารจัดการตนเอง จะทำอะไรท้องถิ่นควรเป็นผู้กำหนดเอง ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านการกระจายอำนาจมาหลายครั้ง ได้เห็นการเติบโตของการกระจายอำนาจมาเป็นลำดับ ตนเป็นคนท้องถิ่น สส.ภูมิใจไทยส่วนมากเติบโตมาจากท้องถิ่น หลายคนอาจบอกว่าเป็นระบบอุปถัมภ์หรือบ้านใหญ่ แต่สิ่งเหล่านี้มาไม่ได้ถ้าไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ปัจจุบันสิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอ คือการเห็นปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจ สิ่งที่สำคัญของการกระจายอำนาจคือเรื่องของงบประมาณ งบประมาณที่มีจำกัดและไม่สามารถทำอะไรที่ตอบสนองกับสิ่งที่อยากทำได้ สิ่งที่ อบจ. กำลังจะเผชิญต่อจากนี้คือจะแบกเงินเดือนบุคลากรจากภารกิจที่ถ่ายโอนมาไม่ไหวแล้ว ไม่ว่าจะ รพ.สต. หรือโรงเรียน เพราะงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรน้อยมาก หลักการคือการกระจายงบประมาณไปสู่ส่วนภูมิภาค สิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอคือภาษีบ้านเกิดเมืองนอนเพราะเราเห็นเช่นเดียวกันว่าท้องถิ่นควรได้งบประมาณที่มากกว่านี้
นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า หลักคิดคือในการพัฒนาหลายจังหวัดของประเทศไทยมีการพัฒนาจากส่วนกลางมาก ภาษีที่จังหวัดได้เป็นภาษีบำรุงท้องที่ แต่ละรายได้ที่ได้รวมอยู่ที่ส่วนกลาง หลักคิดคือเมื่อใช้ทรัพยากรในต่างจังหวัด วิธีเสียภาษีคือต้องเสียภาษี ณ พื้นที่นั้น เพื่อที่พื้นที่นั้นสามารถนำภาษีที่ได้จากการทำธุรกิจมาสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการลงทุนในภาคส่วนอื่นๆ
ถ้าเป็น อบจ. สามารถของบประมาณตรงกับสำนักงบประมาณ แต่อบต. อาจมีความจำเป็นในการผ่านสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด แต่หากประชาชนมีสิทธิเลือกที่จะเสียภาษี จะเสียภาษีให้ที่ไหน อยากมอบเงินภาษีให้ท้องถิ่นพัฒนาได้อย่างไร ที่ต้องเป็นระบบนี้เพราะมีทั้งมีเมืองใหญ่และเมืองเล็ก หากไม่บริหารแบบนี้จะกลายเป็นว่าเมืองใหญ่จะโตขึ้นไปอีก เมืองเล็กก็จะเล็กอยู่เช่นนั้น





