รัฐบาลภูมิใจไทย 2 อาจเรียกได้ว่า เป็นรัฐบาลชุดแรกๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่แม้ผลการเลือกตั้งจะได้รับฉันทามติจากประชาชน เลือกสส.พรรคเดียวท่วมท้นถึง 192 ที่นั่ง จนสามารถเปลี่ยนผ่าน จาก“รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ที่เข้ามาแบบเฉพาะกิจเฉพาะกาล บริหารประเทศเกือบ 4 เดือน แล้วผงาดสู่พรรคอันดับหนึ่ง ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่กลับเผชิญวิกฤติศรัทธา สั่นคลอนความเชื่อมั่น ตั้งแต่ยังประกอบร่างไม่เสร็จ ยังไม่เริ่มนับหนึ่งบริหารราชการแผ่นดิน
จริงอยู่ แม้การฟอร์ม“ครม.อนุทิน 2” ของพรรคภูมิใจไทย จะเกิดขึ้นในช่วง “เคราะห์หามยามร้าย” ในสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง กำลังดำเนินอย่างเข้มข้น จนส่งผลกระทบทั่วโลก โดยเฉพาะวิกฤติพลังงานที่กระทบเป็นวงกว้าง
ทว่า ภายใต้ “ดุลอำนาจ” ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดบนกระดานการเมือง ย่อมมีเดิมพันสูงลิบ จากความคาดหวังของประชาชน ในการนำพาประเทศฝ่าสารพัดวิกฤตินี้ไปให้ได้
ไหนจะข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจาก “วิกฤติพลังงาน” ที่ถูกพุ่งเป้าเชื่อมโยงไปที่การ “ถอนทุน” ของกลุ่ม “ทุนการเมือง” ที่กำลังเขย่าความเชื่อมั่นของรัฐบาลอยู่ในเวลานี้
จุดนี้เอง ย่อมเป็นโจทย์ใหญ่ ที่ทำให้ “ผู้มากบารมี” สีน้ำเงิน จำเป็นต้องปรับแผน “รุก-รับ” บนกระดานอำนาจ เพื่อสกัดเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ “สัญญาณอันตราย” ของรัฐบาล
ฉะนั้น ภาพการพบกันระหว่าง 2 คีย์แมนสีน้ำเงิน “เนวิน ชิดชอบ” และ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล “รมต.ขิง”เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ในช่วงค่ำวันที่ 31 มี.ค. ย่อมถูกตีความถึง การแก้ปัญหา"น้ำมันการเมือง"อย่างเลี่ยงไม่พ้น
แน่นอนว่า ภายใต้วิกฤติพลังงาน ที่อาจกลายเป็น “ซูเปอร์เอฟเฟกต์” ลุกลามเป็นวิกฤติความเชื่อมั่นของรัฐบาล ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย
จึงได้เห็นแอ็กชันของบรรดา“บิ๊กเนม” ที่พยายามช่วยกันสกัดกระแสน้ำมัน เพื่อดับ“ประกายไฟ” ที่กำลังลุกลามรัฐบาล
ทั้งท่าทีของ“นายกฯอนุทิน” ที่ตัดตอน สยบปัญหา ตั้ง“เจ้าสัวน้ำมัน คุมราคาน้ำมัน” โดยเปลี่ยนตัว “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธาน ศบก.แทน“พิพัฒน์ รัชกิจประการ”รองนายกฯและรมว.คมนาคม ที่กำลังถูกขยายแผล ความเชื่อมโยงธุรกิจปั๊มน้ำมันครอบครัว
ขณะเดียวกัน ได้ออกคำสั่งให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)โดยมี “รองนายกฯเอกนิติ” เป็นประธานกรรมการ
เร่งนโยบาย10 Plus เรือธงภูมิใจไทย
ที่ต้องจับตา คือแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในช่วงวันที่ 9-10 เม.ย. ภูมิใจไทยเตรียมงัดสารพัดนโยบายประนิยม ที่รัฐบาลสีน้ำเงินจะหยิบมาแก้เกม เขย่าวิกฤติศรัทธาเป็นแพคเกจ
ไฮไลต์สำคัญ จะอยู่ที่นโยบายเศรษฐกิจ 10 Plus ซึ่งถือเป็นเรือธงของพรรคภูมิใจไทย ที่ขายพ่วงดรีมทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ ทั้ง เอกนิติ “ซูเปอร์จี” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ รวมทั้ง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.การต่างประเทศ
โดยเฉพาะ “นโยบายคนละครึ่งพลัส” ที่ถูกดับฝันแค่เฟสแรกในรัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่ง“นายกฯหนู” เคยลั่นไว้บนเวทีหาเสียงหลายครั้งหลายคราว่า “ขอโอกาสใช้หนี้ประชาชน”
ขณะที่สัญญาณล่าสุดนายกฯประกาศชัดเจนแล้วว่า โครงการ“คนละครึ่งเฟส 2”มีแน่นอนหลัง ครม.ได้รับโปรดเกล้าฯ จะดำเนินการทันที เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อเนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง
“เอกนัฏ”ลุยรื้อโครงสร้างพลังงาน
ขณะที่ “รมต.ขิง”เอกนัฏ รมว.พลังงานคนใหม่ คิกออฟทันที ด้วยท่าทีขึงขัง เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในวันที่ 7 เม.ย. เพื่อออกมาตรการเร่งด่วนด้านราคาน้ำมัน และค่าไฟฟ้า เตรียมใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.น้ำมันเชื้อเพลิงฯ รวมทั้งทบทวนสูตรราคาหน้าโรงกลั่น และกำหนดเพดานค่าการกลั่นให้อยู่ที่ 3-4 บาทต่อลิตร โดยตั้งเป้าให้มีผลก่อนช่วงสงกรานต์
สำหรับประเด็นการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าที่กำลังถูกถล่มอย่างหนักเวลานี้ “รัฐมนตรีเอกนัฏ” ยืนยันว่า สามารถบริหารจัดการให้คงไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยได้ แทนที่จะปรับขึ้นเป็น 3.95 บาทตามที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศไว้วันที่ 1 เม.ย. 2569 โดยจะใช้กลไกของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกฯ เป็นประธาน สั่งทบทวนแผนการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ. กฟน. และ กฟภ.) ที่รัฐบาลถือหุ้น 100%
ไม่ต่างจาก กระทรวงพาณิชย์ ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลราคาสินค้า ที่กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก โดยเฉพาะท่าทีของ“ศุภจี สุธรรมพันธุ์”รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ก่อนหน้านี้พูดถึงการดูแลราคาสินค้า หลังราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท/ลิตรว่า “ไม่สามารถควบคุมสินค้าได้ทั้งหมด แต่เลือกดูแลเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็น และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นหลัก”
นำมาสู้ข้อโต้เถียงประเด็นการใช้อำนาจตามมติครม.24 มิ.ย.2568 ที่มีผลลบล้างมติ ครม.ปี 2534 ที่เห็นชอบรายการสินค้า และบริการควบคุมราคา 59 รายการ จำนวนนี้คือ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และน้ำมันเชื้อเพลิง
ขน“ประชานิยม”ดับวิกฤติน้ำมัน
แอ็กชันของกระทรวงพาณิชย์เวลานี้จึงพยายามดันมาตรการเชิงรุกเพื่อลดค่าครองชีพประชาชน ได้แก่ โครงการไทยช่วยไทย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 เม.ย.นี้ โดยร่วมกับห้างค้าปลีกและผู้ผลิตชั้นนำ นำสินค้าแบรนด์ทางเลือกกว่า 1,000 รายการ มาลดราคาสูงสุดถึงร้อยละ 50 และโครงการธงฟ้าราคาประหยัด จะขยายจุดจำหน่ายสินค้าจำเป็นให้ครบทุกจังหวัดกว่า 500 จุดทั่วประเทศ
หรือการจัดจัดโครงการ “ธงเขียวพลัส” โดยต่อยอดส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบต่อราย รวม 1,000 บาท โดยจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่เกษตรกรที่มีบัตรดินดี ของกรมพัฒนาที่ดิน หรือผ่านมาตรฐาน GAP ของกรมวิชาการเกษตร หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองซื้อปุ๋ยอินทรีย์อีก 200 บาท รวมความช่วยเหลือสูงสุด 1,400 บาทต่อราย โดยจะเริ่มที่จังหวัดกำแพงเพชรในช่วงปลายเดือนเม.ย. และจะดำเนินโครงการให้ครอบคลุม 50 จังหวัด ตั้งเป้ารวมทั้งสิ้น 1 ล้านกระสอบ เป็นต้น
ต้องจับตาสารพัดแคมเปญรัฐบาล ที่กำลังทยอยปล่อยออกมา จะสามารถดับวิกฤติน้ำมัน ที่อาจเป็นเชื้อเพลิงเผาความเชื่อมั่นของรัฐบาลภูมิใจไทยได้หรือไม่





