เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายสำหรับคดี “44 สส.ก้าวไกล” หลังจากวานนี้ (31 มี.ค.) มีรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มติเห็นชอบร่างคำร้อง เพื่อยื่นศาลฎีกา กรณีกล่าวห าอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนหลังจากนี้ จะส่งคำร้องให้กับ สำนักคดี ป.ป.ช. เพื่อยื่นคำร้องแก่ศาลฎีกาต่อไป
ล่าสุด “เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายเป็นอาจโดยแท้ของผู้แทนราษฎร ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับร่างกฎหมายหรือไม่ การทำหน้าที่ของพวกเราอย่างการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ สิ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มชนชั้นนำที่ยึดกุมอำนาจในประเทศนี้อยู่ พร้อมใช้กลไกของรัฐทุกอย่างเพื่อรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์ของตนให้คงอยู่ต่อไป ผ่านกระบวนการนิติสงคราม” ณัฐพงษ์ ระบุ
ความคืบหน้าเรื่องนี้ดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2568 เมื่อมีกระแสข่าวว่า องค์คณะไต่สวน ป.ป.ช. ได้สรุปสำนวนกรณีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กล่าวหา “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เมื่อครั้งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... แล้วเสร็จ แต่ยังไม่ชงเข้าที่ประชุม ป.ป.ช.เพื่อลงมติ
กระทั่งในวันที่ 9 ก.พ. 2569 คล้อยหลังวันเลือกตั้งเพียง 1 วัน ซึ่ง “พรรคส้ม” พ่ายแพ้ศึก ได้ สส.เข้าสภาฯเพียง 120 ที่นั่ง น้อยกว่าปี 2566 ที่โกยไป 151 ที่นั่ง ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติ “เอกฉันท์” ชี้มูลความผิด “พิธา-พวก” รวม 44 คน
โดยกล่าวหาว่าการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่น และธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์
เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่อง การแก้ไขกฎหมายกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง
ขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ เมื่อที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่มีมติรับรอง“ร่างคำร้อง” เพื่อยื่นศาลฎีกา จะส่งคำร้องและสำนวน พร้อมพยานหลักฐานไปยัง “สำนักคดี ป.ป.ช.” เพื่อเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาต่อไป ซึ่งเป็นขั้นตอน “ชี้ชะตา” อดีต 44 สส.ปชน. เพราะถ้าศาลฎีกา “ประทับรับฟ้อง” โดยไม่มีคำสั่งอื่นใด 10 สส.ปชน.ในสภาฯชุดปัจจุบัน จะต้องถูกสั่ง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ทันที
ใน 44 รายชื่ออดีต สส.พรรคก้าวไกล ดังกล่าว พบว่า มาลงสมัคร สส.กับ พรรคประชาชน (ปชน.) ในการเลือกตั้ง 2569 จำนวน 15 ราย ในจำนวนนี้มี 12 คน ถูกส่งลงปาร์ตี้ลิสต์ มี 3 คนถูกส่งลงสมัคร สส.เขต โดยภายหลัง กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง มี สส. ปชน.ได้เข้าสภาฯ แบ่งเป็น
สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน คือ 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 2.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 3.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 4.ณัฐวุฒิ บัวประทุม 5.รังสิมันต์ โรม 6.ยวาโย อัศวรุ่งเรือง 7.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 8.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และ สส.แบบแบ่งเขต 2 คน คือ 9.ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.เขต 18 และ 10.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.เขต 33
อย่างไรก็ดี ปชน.ได้เตรียม “ฉากทัศน์” รองรับไว้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว นั่นคือการดัน สส.เขต หลายคน ที่ถูกกล่าวหา ขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น สามารถเลื่อนลำดับบัญชีถัดไปมาเป็น สส.แทนได้แบบ “ไร้รอยต่อ”
โดยถ้าหากผลลัพธ์ออกมาในทางเลวร้ายที่สุดคือ ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิทางการเมือง 10 สส.ปชน. ส่งผลให้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ส้ม จะมีการขยับอันดับเลื่อนขึ้นมาแทน 8 คน เป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 32-39
ได้แก่ ธนพร วิจันทร์ ปีกแรงงาน กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรค ปชน. ณรงเดช อุฬารกุล อดีตประธาน กมธ.เกษตรฯ ชุติมา คชพันธ์ อดีตกรรมการ บจ.ส้มจี๊ดฯ ธุรกิจของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตผู้ชำนาญการประจำตัว “เจี๊ยบ อมรัตน์” ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เพื่อไทย บ้านใหญ่เชียงใหม่ นพณัฐ มีรักษา หัวหน้าฝ่ายนโยบาย ปชน. รัชนาท วานิชสมบัติ อดีตข้าราชการท้องถิ่น นิธิกร บุญยกุลเจริญ หรือ “ปาล์ม” ผู้ร่วมก่อตั้ง 9Geek ร่วมกับ “เท้ง ณัฐพงษ์” ทีมยุทธศาสตร์ดิจิทัลของพรรค
ส่วน 2 สส.กทม. อย่าง ธีรัจชัย และเท่าพิภพ ไม่น่ากังวลมากนัก เพราะผลการเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นชัดว่า กทม.กลายเป็น “เมืองหลวงสีส้ม” ดังนั้นถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ส่งผู้สมัครรายใดไป ก็น่าจะชนะการเลือกตั้งกลับเข้าสภาฯตามเดิมไม่ยากนัก
ดังนั้นแม้ว่า 10 สส.ปชน.จะต้องพ้นจากเก้าอี้ไป แต่จำนวน สส.ส้ม ในสภาฯชุดปัจจุบัน ถ้าผลการเลือกตั้ง สส.กทม.ไม่ผิดพลาด จะยังคงเหลือรวม 120 คน (รวมงูเห่าส้ม) แทบไม่มีผลเปลี่ยนแปลงโควตาเก้าอี้ กมธ. รวมถึงเสียงโหวตผ่านญัตติต่าง ๆ ในสภาฯ
แต่แน่นอนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของพรรค ปชน.เกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยกำหนดนัดหมายไว้แล้วในช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้ ว่ากันว่ามติพรรคจะผลักดัน “ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ปชน. ผู้อยู่เบื้องหลังร่างนโยบายต่าง ๆ มาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่-ก้าวไกล หนึ่งในคนใกล้ชิด “กลุ่มเพื่อนเอก” มาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่
ส่วน “เท้ง ณัฐพงษ์” จะถูกถอยมานั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคชั่วคราว ในช่วงที่ถูกศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ (แต่ถ้าต้องคำสั่งศาลให้พ้นจากตำแหน่ง จะมีการหาตัวคนใหม่มาแทน) ขณะที่แกนนำพรรค “แถว 3-4” เช่น “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคคนปัจจุบัน ว่ากันว่าจะถูกดันเป็นรองหัวหน้าพรรค
ด้านทีม กก.บห.ชุดใหม่ อาจผลักดัน “แกนนำแถว 3-4” ขึ้นมานำพรรค ด้วย สส.ที่เริ่มมีบทบาทในสภาฯ ชุดที่ผ่านมา เช่น สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจ ศุภโชติ ไชยสัจ ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของพรรค21 ภคมน หนุนอนันต์ แกนนำพรรคภาคใต้ ปัจจุบันเป็นรองโฆษกพรรค
ในส่วนของ สส.กทม.ที่สร้างปรากฏการณ์ “เมืองหลวงส้ม” มีบางคนที่มีชื่อชั้นในสภาฯ และเป็นที่รู้จักผ่านสาธารณะอยู่บ้าง อาจถูกดันมาเป็นหนึ่งใน กก.บห. ไม่ว่าจะเป็น ธนเดช เพ็งสุข ผู้ เปิดโปงเรื่องฉาวโฉ่เกี่ยวกับวงการกองทัพ “ทนายแจม” ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์” อดีตทนายความด้านสิทธิมนุษยชน “ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” คนขุดข้อมูลสารพัดเรื่องทุจริต และ “ชยพล สะท้อนดี” เป็นต้น
นี่ยังไม่นับ “ผู้นำหลังม่าน” คนใกล้ชิด “กลุ่มเพื่อนเอก” ที่ปัจจุบันถูกผลักดันมาเปิดตัวเป็น “แถวหน้า” อาจถูกผลักดันขึ้นมาเป็น กก.บห.เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่ม The Professionals หลายคน
แน่นอนการปรับโครงสร้างครั้งนี้ ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน คือ “ลีลา” การอภิปรายในสภาฯ หรือการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ ๆ ต่าง ที่แกนนำแถว 3-4 หลายคน อาจยังไม่ “ช่ำชอง” ทางการเมืองมากนัก ย่อมเป็นอุปสรรคติดขัดในการทำหน้าที่ไม่มากก็น้อย
ทำให้ในช่วงหลังเลือกตั้ง 69 ที่ผ่านมา ปชน.นัดแกนนำ ผู้บริหารพรรค และ สส.ไปจัดงานสัมมนา “ติวเข้ม” เพื่อเรียนรู้งาน สส.-บทบาทในสภาฯ หลายครั้ง เพื่อหวังปลุกปั้นให้คนเหล่านี้ ซึ่งเชื่อกันว่ามี “ดีเอ็นเอ” สีส้มเต็มเปี่ยม ให้เฉิดฉายเหมือนบรรดา “รุ่นพี่” หลายคน ซึ่งสร้างชื่อผ่านสื่อให้ “ด้อม” จดจำ
แต่เมื่อหมดฉากทัศน์ “คดี 44 สส.”ไปแล้ว ต้องไม่ลืมว่ายังเหลืออีก“หลายชนัก” โรมรันพันตูเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นคำร้องกล่าวหา“ยุบพรรค” กรณี“สเปกเตอร์ ซี” หรือกรณี“Laser ID” ซึ่งพรรคทำข้อมูลสมาชิกหลุดรั่วออกไป ร่ำ ๆ ว่ากำลังมีการไต่สวนเชิงลึกอยู่ใน กกต.ตอนนี้
นับเป็นอีกสิ่งท้าทาย “แกนนำส้ม รุ่นใหม่” จะฝ่าด่านกลไก “นิติสงคราม” จาก “รัฐพันลึก” ได้หรือไม่ ต้องรอวัดฝีมือ





