วิกฤติพลังงานน้ำมันในประเทศไทย ที่มีต้นเหตุมาจากสงครามสู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล จับมือถล่มอิหร่าน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อยังไม่มีทีท่าจะยุติ
ส่งผลสะเทือนต่อ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในจังหวะที่เสมือนเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ในความเป็นจริงก็มีอำนาจบริหารจัดการค่อนข้างเต็มมือ
แม้จะมีขั้นตอนที่มากกว่าปกติ เมื่อเทียบกับการเป็นรัฐบาลปกติ ต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่หากวางแผนดำเนินการเฉพาะหน้าอะไรจริงๆ ย่อมทำได้
เช่นกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เมื่อวันพฤหัสบดี 26 มี.ค. ที่ผ่านมา เคาะมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาท แต่พอผ่านที่ประชุม ยังต้องให้กระทรวงการคลังกลับไปทำรายละเอียดเพิ่มเติม
แทนที่จะต้องพร้อมเดินหน้าตั้งแต่ก่อนชงที่ประชุม เมื่อเคาะปุ๊บ เสนอกกต.ไฟเขียวได้ทันที แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น ระบบราชการเป็นอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น แม้ประเทศและประชาชน เผชิญวิกฤติที่ต้องจัดการโดยด่วน
จนมีข้อสังเกตว่า รัฐบาลและอนุทินประเมินสถานการณ์ค่อนข้างเป็นบวกกับตัวเองหรือไม่ ว่าสงครามจะจบเร็ว ทุกอย่างจะคลี่คลายในเร็ววัน
มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน ช่วงต้นมีนาคม ท่ามกลางข้อสังเกตว่ารัฐบาลไม่ได้พิจารณาปิดช่องโหว่ของมาตรการดังกล่าวอย่างครบถ้วนรอบด้านหรือไม่ จนนำมาซึ่งน้ำมันขาดตลาด น้ำมันหมดปั๊ม จนประชาชนตื่นตระหนก พร้อมการจับตาถึงไอ้โม่ง ผู้มีศักยภาพสูงในการกักตุน เพื่อฟันกำไร
การสื่อสารของอนุทิน ที่มองปัญหานี้ในตอนต้นเหมือนง่ายต่อการรับมือ ความพยายามบอกกับประชาชนว่าขอให้มั่นใจรัฐบาลบริหารจัดการได้ ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ
พอสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น จำได้หรือไม่ว่าอนุทิน เป็นคนบอกเองว่า ประชาชนเองที่ตื่นตระหนก และกักตุนน้ำมันโดยใช่เหตุ แถมพูดตลอดว่า น้ำมันสำรองมีเพียงพอ 90 วันบ้าง 100 วันบ้าง แต่ดูจะสวนทางกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน และนายกฯ พูดเต็มปากเต็มคำว่าเรื่องไอ้โม่ง นั้นไม่มี กระทั่งท้ายสุดรัฐบาลอุ้มไม่ไหว ต้องปล่อยให้ขึ้นราคาลิตรละ 6 บาท จนถูกวิจารณ์ยับ
เมื่อคนเป็นนายกรัฐมนตรี สื่อสารสู่สาธารณะเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสวนอารมณ์และความรู้สึกของสังคมอยู่ไม่น้อย จนนำมาซึ่งความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลที่ถดถอยอย่างหนัก
แทนที่จะสื่อสารในภาวะวิกฤติ เพื่อให้คนในประเทศเกิดความเชื่อมั่น มั่นใจ ไม่ตื่นตระหนก กล้าพูดความจริง หรือความน่าจะเป็นของสถานการณ์ ประเมินให้เห็นถึงจุดที่จะแย่ที่สุด เพื่อให้ประชาชนตระหนักร่วมกัน เมื่อนั้นรัฐบาลจะได้รับความร่วมมือ
เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น จากวิกฤติน้ำมัน จึงลามสู่วิกฤติรัฐบาล ในจังหวะที่ไร้เงาโฆษกรัฐบาลตัวจริงทำหน้าที่มีแต่โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) คือ “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งรับหน้าที่เลขาฯ ศบก. อีกตำแหน่ง
การดึง “รัชดา ธนาดิเรก”ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หนึ่งในตัวเต็งที่จะมาทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล เข้ามาช่วยงานสื่อสารของรัฐบาล นำมาซึ่งอีเวนต์ของรัฐบาล Meet the Press หัวข้อ “1 เดือนวิกฤติโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” นำโดยอนุทิน และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
เวทีนี้เองที่คนไทยได้เห็นอนุทิน ออกปากขออภัย และขอโทษประชาชนกับความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากการบริหารสถานการณ์น้ำมัน ตรงนี้น่าจะสะท้อนชัดถึงการบริหารของรัฐบาล ว่าเกิดความผิดพลาดชัดเจนใช่หรือไม่
จังหวะนี้ อนุทิน พยายามพลิกวิกฤติ ด้วยกลยุทธ์ปลุกกระแสให้คนไทยเกิดอารมณ์ร่วมในการปรับพฤติกรรมประหยัดการใช้พลังงาน และการตั้ง “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา อดีตนักกิจกรรมทางการเมือง มาทำหน้าที่โฆษก ศบก. คนใหม่
เบื้องหลังงานสื่อสารของรัฐบาล ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ว่าใครจะเข้ามาทำหน้าที่เท่านั้น ต้นทุนเรื่องความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาลถือว่ามีความสำคัญมาก หากเริ่มต้นไม่สามารถตั้งลำได้ เป้าหมายที่ต้องการสื่อสารย่อมไม่สัมฤทธิ์ผล หรือประชาชนไม่เชื่อ และไม่พร้อมรับฟัง
อีกปัจจัยสำคัญคือข้อมูลจากหน่วยงานราชการ ซึ่งเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ที่ส่งถึงมือรัฐบาลหรือนายกฯ อาจมีส่วนทำให้การประเมินสถานการณ์คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และเป็นผลให้การสื่อสารของนายกฯ หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเกิดปัญหาความไม่เชื่อมั่นจากประชาชน
งานหลังบ้าน หรือวอร์รูมด้านข้อมูลข่าวสาร จึงมีความสำคัญไม่แพ้กับงานเบื้องหน้า ไม่ว่าจะสื่อสารผ่านใคร รูปแบบไหน หากตั้งต้นโดยไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนโดยตรง ไม่ว่าจะพูดไปอย่างไรก็ยิ่งไปกระตุ้นอารมณ์สังคมมากเท่านั้น





