ผลการหารือระหว่าง ประธานรัฐสภา กับพรรคการเมือง เรื่องการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้ สส.ได้ข้อยุติด้วยดี หลังที่ประชุมซึ่งมี โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร นั่งหัวโต๊ะ ประกบด้วย เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ร่วมกับตัวแทนของพรรคการเมือง และมีฝ่ายสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ร่วมวง
โดย “ฝ่ายการเมือง” มีมติเอกฉันท์ให้ “ยกเลิกการจัดเลี้ยง” และปรับรูปแบบเป็น “สส.” ซื้ออาหารรับประทานเอง ดีเดย์หลังเทศกาลสงกรานต์ปีนี้
เหตุผลหนึ่งที่ประเด็นนี้ไร้อุปสรรค เพราะไม่ติดเงื่อนไขสัญญาจ้าง “ร้านอาหาร” ที่จัดเลี้ยง สส.ในวันประชุมสภาฯ ด้วยเหตุสัญญาสิ้นสุดไปพร้อมกับการยุบสภาฯ เมื่อ 12 ธ.ค.2568 แล้ว
ดังนั้นการหารือกับตัวแทนพรรคการเมืองจึงเป็นเพียงขั้นตอนของการสอบถามความคิดเห็น เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า จะดำเนินการอย่างไร และเมื่อวงหารือมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ ให้ปรับรูปแบบ “จัดเลี้ยง” เป็นการ “จัดหา”ร้านอาหารเพื่อมาอำนวยความสะดวกให้ สส.
“ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์” เลขาธิการสภาฯ จึงอธิบายขั้นตอนต่อจากนี้ว่า สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ให้เจ้าหน้าที่เร่งสำรวจความต้องการของ สส. ทั้งประเภทอาหาร จำนวน เพื่อแจ้งไปยังร้านอาหารที่จะใช้วิธีเชิญชวนให้เข้ามาจำหน่ายให้สมาชิกสภาฯ โดยไม่ใช้วิธีจัดจ้าง หรือประมูลเข้ามา เบื้องต้นต้องทราบความต้องการของสมาชิก เพื่อไม่ให้เป็นความเสี่ยง ของร้านอาหารที่เชิญมาจำหน่าย ที่อาจไม่เพียงพอ หรือมากเกินความต้องการ โดยจะเริ่มหลังเทศกาลสงกรานต์
เลขาธิการสภาฯ ระบุด้วยว่า ประธานสภาฯได้บอกว่า สำหรับอาหารเช้า หากพอหาได้ ให้ลองดู แต่ให้เน้นกลางวัน ส่วนช่วงเย็นที่ไม่มีประชุม ไม่ต้องเอา
ขณะที่ตัวเลขงบประมาณการจัดเลี้ยงอาหาร สส.ปี 2569 เลขาธิการสภาฯ ระบุว่า จากคำของบฯ ที่ได้รับมา 57 ล้านบาทในสมัยประชุมสภาฯชุดที่ผ่านมา ใช้ไปเกือบ 11 ล้านบาท จึงเหลือ 46 ล้านบาท ซึ่งตามระเบียบสามารถโอนเปลี่ยนแปลงได้ หากมีความจำเป็นอย่างยิ่งซึ่งเป็นเรื่องของดุลยพินิจ เบื้องต้นทางออกที่ดีที่สุดคือ เมื่อไม่ได้ใช้งบฯตามที่ขอต้องส่งคืนคลัง
ส่วนสถานที่จำหน่ายอาหารให้ สส.จะใช้พื้นที่ห้องอาหารชั้น 2 ซึ่งเดิมเป็นจุดให้บริการอาหารกับสมาชิก
ทว่ายังมีข้อหารือเบื้องต้นที่ ประธานสภาฯ บอกไว้ว่า หากวันไหนที่มีประชุมสภาฯ ช่วงดึก ยังเป็นหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ที่ต้องจัดหาอาหารให้ สส.รับประทาน โดย สส.ไม่ต้องจ่ายเงิน แต่การประชุมสภาฯ ถึงช่วงดึก คงไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ทั้งนี้ การยกเลิกเลี้ยงอาหารกลางวัน สส. ประธานสภาฯ ระบุว่า ช่วยประหยัดงบฯ ไปได้ถึงวันละ 2 แสนบาท พร้อมกับยังหาทาง ลดการใช้งบฯของ สส.ลงอีก โดยรับข้อเสนอของ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.พรรคไทยภักดี อีก 2 ประเด็นมาพิจารณา คือ
1.ลดจำนวนผู้ช่วยสส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน และ 2.ตัดบำนาญ สส.-สว. ในส่วนของกองทุนเลี้ยงชีพอดีตสมาชิกรัฐสภา
ทว่า ในการตัดสินใจไปทิศทางใด คงใช้เวลาไม่เร็วเท่าเรื่อง เลิกเลี้ยงอาหารกลางวัน เนื่องจากมีขั้นตอนที่ต้องพิจารณาและศึกษา
โดยประเด็นลดจำนวนผู้ช่วย สส. ประธานสภาฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา(ก.ร.) ได้รับเรื่องนำไปหารือกับวงประชุมก.ร. วันที่ 28 เม.ย.2569 นี้ เนื่องจากการกำหนดจำนวนผู้ช่วย สส. รวมถึงอัตราค่าจ้างนั้น เป็นอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. 2554 ที่ให้อำนาจ ก.ร.เป็นผู้กำหนด
ขณะที่องค์ประกอบของกรรมการ ก.ร. ไม่ได้มีเฉพาะฝั่ง “ผู้แทนราษฎร” เท่านั้น แต่ยังมี “วุฒิสภา” ที่อาจมีประเด็นที่เห็นแย้ง หรือเห็นต่างกันได้ เหมือนเช่นในสภาผู้แทน ที่พบว่าเรื่องการลดจำนวนผู้ช่วย สส.ยังเสียงแตกเป็น 2 ฝั่ง
สำหรับประเด็นนี้ หากพิจารณารายละเอียดข้อเสนอแล้ว มีส่วนสำคัญต่องบประมาณ ค่าตอบแทน “ผู้ช่วยทำงาน สส.-สว.” ที่ล่าสุด มีระเบียบรัฐสภา กำหนดขึ้นค่าตอบแทนให้กับผู้ช่วยทำงานของ สส.-สว. และให้มีผล 1 ต.ค.2569 ดังนั้นหากวงประชุม ก.ร.ในวันที่ 28 เม.ย. มีการแตะเบรกขึ้นค่าตอบแทน ย่อมมีผลต่อการลดภาระงบฯ
ส่วนการลดจำนวนนั้น อาจต้องศึกษาผ่านกลไกของ “กมธ.กิจการสภาฯ-วุฒิสภา” ที่ “นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ” สว.เสนอมาก่อนหน้านี้
ส่วน “กองทุนเลี้ยงชีพผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” หรือ “บำนาญ สส.-สว.” นั้น จำเป็นต้องรอตั้ง “กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร” ก่อน เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบทั้ง “สมาชิกรัฐสภา” ปัจจุบันฐานะผู้ส่งเงินสมทบ และ “อดีตสมาชิกรัฐสภา” ที่มีความจำเป็นและต้องการรับสวัสดิการ-ทุนเลี้ยงชีพ รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับการทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับ คือ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556
กับแนวทางที่พอยกมาเป็นโมเดลของทางออกเรื่องนี้ ที่ประชุมตัวแทนพรรคการเมืองเห็นควรให้ “กมธ.กิจการสภาฯ” เป็นเจ้าภาพ ตั้งคณะบุคคลภายนอกมาร่วมพิจารณาศึกษา รวมทั้งต้องรับฟังความเห็นของอดีตสมาชิกรัฐสภาด้วย
พร้อมกับยกตัวอย่างว่า “อดีตสส.ทุกคนไม่ใช่ว่าเป็นผู้มีอันจะกิน คนที่ไม่ได้เป็น สส.แล้ว ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอาชีพ ก็ออกไปรับจ้างไถนา” จึงต้องพิจารณาศึกษาให้รอบด้าน
3 ประเด็นที่ถูกเสนอให้วงประชุมตัวแทนพรรคการเมือง ทบทวนสวัสดิการ “นักการเมือง” แม้มีผลสำเร็จเพียง 1 เรื่อง ถือเป็นชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญของ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ฐานะผู้เปิดประเด็น ที่รอจังหวะขยายผลเรื่องอื่นๆ ต่อไป
ต้องจับตาการขยายผลไปยัง “วุฒิสภา” ที่ในวงหารือ ประธานโสภณ ได้บอกกับตัวแทนพรรคการเมืองว่า "อะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นสวัสดิการ หรือสิทธิประโยชน์ของสส.เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง จะมีการนำไปคุยกับประธานวุฒิสภา เพื่อให้ดำเนินการในแบบเดียวกัน”
จึงต้องจับตาว่า “วุฒิสภาสีน้ำเงิน” จะตอบรับ หรือเพิกเฉยกับการเลิกอาหารกลางวัน ที่ถูกตั้งเป็นข้อครหาว่านำภาษีของประชาชน มาเลี้ยงข้าวกลางวัน ทั้งที่เป็น “ผู้อาสา” เข้ามาทำงานเพื่อประเทศ





