วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

วิกฤติเซาะกร่อน‘อนุทิน1-2’ ‘ศึกนอก-ศึกใน’ วัดเคพีไอรัฐมนตรี

วิกฤติเซาะกร่อน‘อนุทิน1-2’  ‘ศึกนอก-ศึกใน’ วัดเคพีไอรัฐมนตรี

ไทม์ไลน์รัฐบาลหลังมีพระบรมราชโองการโปรเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2”  นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำ ครม.ใหม่ เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นจะเป็นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ในช่วงวันที่ 7-9 เม.ย. ก่อนที่รัฐบาลจะเข้าสู่โหมดนับหนึ่งบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มรูปแบบ 

เป็นเวลากว่า 6 เดือน นับแต่การเมืองเกิดการพลิกขั้ว หลังจาก“พรรคประชาชน” หนุน “พรรคภูมิใจไทย” จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ และ “ครม.อนุทิน 1” ก็ได้เริ่มบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2568 เป็นรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน

กระทั่งได้รับเลือกตั้ง เข้ามาเป็นรัฐบาลต่อเนื่อง สู่ “ครม.อนุทิน 2” ที่อยู่ในช่วงประกอบร่าง และกำลังจะเริ่มนับหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ตรวจการบ้านรัฐบาลอนุทิน ไล่ตั้งแต่ “ครม.อนุทิน 1” เวลานั้นรัฐบาลได้กำหนดนโยบายเร่งด่วน “15 ข้อ 5 ด้าน” ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคงสังคม สิ่งแวดล้อม 

โฟกัสหลักอยู่ที่นโยบายในหมวดเศรษฐกิจ อาทิ การสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ ค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าโดยสาร ค่าผ่านทาง เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยจัดทำโครงการ “คนละครึ่ง” ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) และการเพิ่มทักษะ (Upskill)

การแก้ไขปัญหาหนี้สิน และเพิ่มสภาพคล่อง โดยในส่วนของหนี้ภาคประชาชนช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคลในระบบรายละไม่เกินหนึ่งแสนบาท รวมทั้งการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)รายละไม่เกินหนึ่งล้านบาท 

การเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้าโดย ด้วยการจัดตั้งทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าไทย เพื่อยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม และดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่ อาทิ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา เป็นต้น

ทว่า ภายใต้เกมการเมืองในเวลานั้น ที่เกิดการแตกหัก นำมาสู่การเปิดฉากจากฝั่งสีน้ำเงินฉีก MOA หลัง “อนุทิน” ชิงยุบสภา เพื่อตัดตอนเส้นทางแก้รัฐธรรมนูญของพรรคส้ม ส่งผลให้หลากหลายนโยบายที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานั้น เป็นอันต้องสะดุดหยุดลง

โดยเฉพาะนโยบายคนละครึ่ง ที่ถูกดับฝันแค่เฟสแรก ด้วยเหตุผลที่ว่า กฎหมายเลือกตั้งไม่เอื้อให้รัฐบาลรักษาการอนุมัตินโยบาย

วิกฤติเซาะกร่อน‘อนุทิน1-2’  ‘ศึกนอก-ศึกใน’ วัดเคพีไอรัฐมนตรี

 เศรษฐกิจ 10 Plus จุดฟื้นภท.?

ขณะที่ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง “พรรคภูมิใจไทย” พยายามโชว์จุดขายเศรษฐกิจ 10 Plus พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจมืออาชีพทั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ควบรมว.คลัง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์ รวมทั้ง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ

ที่สำคัญ “นายกฯหนู” ลั่นไว้บนเวทีหาเสียงหลายครั้งหลายคราว่า “ขอโอกาสใช้หนี้ประชาชน” 

ขณะที่สัญญาณล่าสุดของนายกฯ ประกาศชัดเจนแล้วว่า โครงการ “คนละครึ่งเฟส 2” มีแน่นอนหลัง ครม.ได้รับโปรดเกล้าฯ จะดำเนินการทันที เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อเนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง

ฉะนั้นต้องจับตาร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภา รอบนี้จะเน้นนโยบายเร่งด่วนที่จะเน้นความรวดเร็วและแม่นยำ จะติดคำว่า“พลัส”(Plus) ไว้เป็นสัญลักษณ์

โดยเฉพาะด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งใช้ชื่อว่า “Thailand 10 Plus” ครอบคลุม 4 เสาหลัก ได้แก่ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ และนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้

ควบคู่กันนั้น ยังมีการผลักดันร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับพร้อมกัน ทั้งร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ร่าง พ.ร.บ.โอนกระทรวงการท่องเที่ยวไปสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น

 "ศึกนอก-ศึกใน"วิกฤติกร่อนรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์รัฐบาลที่กำลังเจอมรสุมกระหน่ำ ไม่ต่างจากวิกฤติศรัทธาความเชื่อมั่นที่ถูกกัดกร่อนตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง ทั้งประเด็นบริหารจัดการวิกฤติน้ำมัน ที่เวลานี้กลายเป็น“ดับเบิลเอฟเฟกต์” ลุกลามไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย

โฟกัสหลักเวลานี้ อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลราคาสินค้า ที่กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก โดยเฉพาะท่าทีของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์”ว่าที่รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ที่พูดถึงการดูแลราคาสินค้า หลังราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท/ลิตร ว่า “ไม่สามารถควบคุมสินค้าได้ทั้งหมด แต่เลือกดูแลเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็น และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นหลัก ”

วิกฤติเซาะกร่อน‘อนุทิน1-2’  ‘ศึกนอก-ศึกใน’ วัดเคพีไอรัฐมนตรี

หรือแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาล ที่แสดงความเห็นกันไปคนละทิศทาง ทั้ง “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตที่ปรึกษา รมว.พลังงาน ที่ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ใช้อำนาจควบคุมราคาน้ำมัน หรือกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นสินค้าควบคุม 

โดยหยิบยกมติครม. 24 มิ.ย.2568 ที่มีผลลบล้างมติ ครม.ปี 2534 ที่เห็นชอบรายการสินค้า และบริการควบคุมราคา 59 รายการ จำนวนนี้คือ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และน้ำมันเชื้อเพลิง

ขณะที่ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ”ว่าที่รมช.คมนาคม และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาโต้กลับ พร้อมทวงถามมารยาทการเมืองจากอีกฝั่ง พร้อมหยิบยกความเห็นกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ อ้างอิงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด (คดีแดงที่ 1937/2561) ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลไทยได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2534 เพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี

ดังนั้น คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และกระทรวงพาณิชย์ จึงไม่ใช่หน่วยงานที่มีอำนาจกำหนดราคา แต่มีหน้าที่เพียงตรวจสอบการแสดงป้ายราคาให้ถูกต้องเท่านั้น

วิกฤติเซาะกร่อน‘อนุทิน1-2’  ‘ศึกนอก-ศึกใน’ วัดเคพีไอรัฐมนตรี

ปรากฎการณ์กระตุกกันในพรรคร่วมรัฐบาล อาจสะท้อนถึงวิกฤติทั้งภายนอก และภายในรัฐบาล ที่อาจกำลังกัดกร่อนเสถียรภาพตั้งแต่ยังไม่เริ่มประกอบร่าง

ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดบนกระดานอำนาจทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ของ“รัฐบาลภูมิใจไทย”ในเวลานี้ ขณะที่รายชื่อ ครม.อนุทิน 2 โดยเฉพาะโควตาภูมิใจไทย ที่ล้วนเป็นรัฐมนตรีหน้าเก่าเกินครึ่ง ต้องลุ้นว่าเคพีไอในการวัดผลงาน จะสอบผ่านเทอมแรกไปได้หรือไม่