ครบรอบ 28 ปีไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สำหรับ “ศาลรัฐธรรมนูญ”องค์กรอิสระสำคัญองค์กรหนึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญไทย สร้างความเปลี่ยนแปลงในกระแสการเมืองของสังคมไทยมายาวนาน ปัจจุบันมี “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่อยู่ในตำแหน่งมานานกว่า 1 ทศวรรษ และอยู่บนเก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญมาราว 2 ปี เป็นผู้กุมบังเหียนหลัก
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคหลังรัฐประหารปี 2549 ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็น“ตำบลกระสุนตก” ด้วยบทบาทที่ถูกครหา “ตุลาการภิวัฒน์” ถูกใช้เป็นเครื่องมือกำจัด“ศัตรู”ทางการเมือง
กระทั่งหลังรัฐประหารปี 2557 องค์กรแห่งนี้ถูกแปะป้ายว่าเป็นชนวนเหตุของ “นิติสงคราม” ซึ่งนำไปสู่การ “ยุบพรรค” และตัดสิทธิทางการเมืองนักเลือกตั้งหลายคนในปัจจุบัน
ในงานสัมมนาของศาลรัฐธรรมนูญ วานนี้ (30 ม.ค.) ที่จ.กระบี่ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่งในการพูดคุยกับสื่อมวลชนว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการการ จะพูดคุยอะไร ต้องอยู่ในกรอบ และองค์กรตุลาการทั้งหมด 9 คน ทุกคนมีอิสระ การตัดสินใจอะไรต่าง ๆ เป็นดุลพินิจของบุคคล เราไม่สามารถก้าวล่วงได้เลย หรือทั้งในเชิงกดดัน หรือล็อบบี้ไม่สามารถทำได้ ฉะนั้นเราอยากพูดคุยกันในกฎกติกา ตุลาการมีบทบาทหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญได้มอบหมายไว้
ส่วนกรณีภาพลักษณ์ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นเครื่องมือหนึ่ง ในการใช้ระบบนิติรัฐทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ มีใบสั่งทางการเมืองหรือไม่ จำเป็นต้องกู้ภาพลักษณ์คืนหรือไม่ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ มองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องวิวัฒนาการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นเพื่อตัดสิน วินิจฉัยข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ คนที่ยื่นเรื่องต่อศาล ส่วนใหญ่มีทุกฝ่าย ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงส่วนน้อย
“เมื่อมีข้อพิพาทก็จะยื่นเรื่องมาที่ศาล ออกได้ทางใดทางหนึ่งเพราะฉะนั้นคำตัดสินของศาลเป็นที่ยอมรับหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องเลือกข้าง ข้างใดข้างหนึ่ง ระหว่างข้างผิด ข้างถูก และการตัดสินใจก็ไม่เป็นที่ถูกใจใครทั้งหมด วิวัฒนาการภาพลักษณ์ของศาลเกิดขึ้นเมื่อสังคม การเมือง มีวุฒิภาวะเพียงพอ แปลว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมืองบางเรื่อง ควรมีกติกาเป็นที่ยอมรับในสังคม และวุฒิภาวะของสังคมต้องมีในระดับสูงที่มากพอ”
“วุฒิภาวะสังคม แปลว่า กติกาของการเข้าสู่อำนาจ การลงจากอำนาจ ต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับกันได้ ศาลรัฐธรรมนูญจากทุกประเทศ ถ้าดูจากภาพรวม จะมีปัญหาในระยะแรกๆ เกือบทั้งหมด ในช่วงก่อตั้งคนมักจะมึน ว่าศาลรัฐธรรมนูญเกิดและก่อตั้งมาเพื่ออะไร เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาทแล้ว เชื่อว่าก็จะใช้กรณีอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหา แต่ในปัจจุบันของสังคมไทย พอมีปัญหาทางรัฐธรรมนูญ ก็คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง ตนเชื่อว่าคำตัดสินของศาลจะมีคำอธิบายให้สังคมไทยเข้าใจได้มากพอ ว่าคำว่าการเลือกตั้งเป็นความลับทางรัฐธรรมนูญแปลว่าอะไร” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าว
ปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงมีบทบาทสูงในสังคมไทย กรณีล่าสุดจะต้องวินิจฉัยคดี “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ตีความชี้ขาดให้ชัดแจ้งว่า การใส่บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ไว้ในบัตรเลือกตั้ง ส่อเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 เรื่องการเลือกตั้งเป็นไปโดยลับหรือไม่
โดย 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ถูกร้องที่ 1 เลขาธิการ กกต. ผู้ถูกร้องที่ 2 สำนักงาน กกต. ผู้ถูกร้องที่ 3 ดำเนินการการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีรหัสแท่งบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด น่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนน ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่
โดยศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้อง คือ กกต. เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต.ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน และให้ผู้ร้องรวมถึงผู้ถูกร้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐานต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้ได้รับหนังสือเรียก ซึ่งจะตรงกับช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้ คาดว่าจะมีการพิจารณาหรือมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดอีกครั้ง
ล่าสุดประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องดังกล่าวว่า มติของศาลรับแล้ว ให้เวลาทาง กกต. และคนยื่นคือผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งสองฝ่ายต้องยื่นคำแถลง บัญชีพยาน และการได้มาซึ่งพยาน เพื่อให้ศาลได้เข้าถึงพยานเหล่านั้น แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะเปิดไต่สวนหรือไม่ ถ้าบุคคลชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นที่เข้าใจหมดแล้วก็ไม่ต้องไต่สวน
กรณีบัตรเลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ยังตอบอะไรไม่ได้ จนกว่าจะได้เห็นหลักฐาน ถ้าหลักฐานเข้ามาทั้งสองฝ่าย อยากรู้เช่นกันว่า ผู้ตรวจฯ จะยื่นใครมาเป็นพยาน เพราะมีผู้ร้องเข้ามาจำนวนมาก ผู้ตรวจฯ อาจจะหนักใจ อาจจะอมทุกข์คนเดียวไม่ได้ นอกจากจะหอบความทุกข์มาที่ศาล ก็อยากเห็นเหมือนกันว่าผู้ตรวจฯ จะยื่นมาทั้งหมดหรือไม่ แต่ถ้าไม่ยื่นก็จบ
ส่วน กกต.ก็เช่นกัน ต้องดูว่าจะยื่นใครมาเป็นพยาน จึงไม่ตัดสินใจว่าจะถึงขั้นนั้นหรือไม่ ขอดูหลักฐานก่อน ศาลอาจจะเรียกพยานหลักฐานเพิ่มก็ได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ส่งเข้ามา เพราะตอนนี้ก็มีในใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังพูดไม่ได้ จนกว่าจะเห็นหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่จะยื่นเข้ามา
ส่วนบัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับหรือไม่นั้น ประธานศาลรัฐธรรมนูญ มองว่า จะลับหรือไม่ลับ ก็อยู่ที่ข้อกฎหมาย เรายังไม่ได้คุยกัน เพราะคำว่าศาล ไม่ใช่ความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นความเห็นของทั้ง 9 คนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญจัดตั้งขึ้น หน้าที่ตามอำนาจของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญฯ ที่มอบหมายให้ทำ
ทั้ง 9 คนมีดุลพินิจเป็นอิสระ ดังนั้น หลังจากฟังข้อเท็จจริงแล้วเชื่อว่าแต่ละคนมีดุลพินิจในการวินิจฉัย ฉะนั้นบัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับหรือไม่ ก็เป็นคำวินิจฉัยส่วนตน
"คำตัดสินของศาลฯ เป็นที่ยอมรับหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ระหว่างข้างผิด ข้างถูก และการตัดสินใจก็ไม่เป็นที่ถูกใจใครทั้งหมด"
ทั้งหมดคือทัศนะส่วนตัวของ “นครินทร์” บนเก้าอี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนานกว่า 1 ทศวรรษ ผ่านร้อนผ่านหนาวจากแทบทุกองคาพยพในสังคม จากยุค “รัฐประหาร” สู่ยุค “ประชาธิปไตย” ท่ามกลางกระแสเรียกร้อง “ปฏิรูปองค์กรอิสระ”
"นครินทร์ จะนำพาองค์กรเผือกร้อนแห่งนี้ ฝ่าวิกฤติศรัทธาครั้งนี้ไปได้อีกครั้งหรือไม่ ต้องติดตาม โดยเฉพาะผลคำวินิจฉัยคดี "บาร์โค้ด" ซึ่งค้างคาใจสาธารณชนจำนวนมากอยู่ในตอนนี้





