"โสภณ ซารัมย์" ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร นัดหัวหน้าทุกพรรคการเมืองในสภาฯ วันนี้ 30 มี.ค.2569 เพื่อขอหารือเกี่ยวกับการปรับสวัสดิการ สส. โดยเฉพาะ “การเลี้ยงอาหารรับรองวันประชุม”
หลังมี สส.หลายพรรคขานรับข้อเสนอของ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรรม” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ที่ให้ยกเลิกสวัสดิการต่างๆ สส.ที่เกินจำเป็น
ขณะที่สังคมโซเชียล แห่ส่งเสียงถึง “ผู้แทนราษฎร” ให้เลิกเอาเงินภาษีของประชาชนมาเลี้ยงข้าวผู้แทน ที่มีรายได้แต่ละเดือนสูงกว่าแสนบาท ทั้งเงินเดือน เบี้ยประชุมกรรมาธิการ ฯ
เมื่อเรื่องนี้จุดติดเป็นกระแส การประชุมสภาฯ สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมี “สส.” หิ้วปิ่นโตอาหารกลางวันมาเอง รวมถึงมี สส.มาต่อแถวซื้ออาหารกลางวันรับประทานเอง ที่ศูนย์อาหารรัฐสภาอย่างคึกคัก
อย่างไรก็ตาม ในการนัดหารือหัวหน้าพรรคการเมือง “นพ.วรงค์” ฐานะผู้เปิดประเด็น “ยกเลิกการเลี้ยงอาหารกลางวัน สส.” ระบุว่า อยากขยายประเด็น ให้ประธานสภาฯ รับไปพิจารณา ทั้งการ “ปรับลดจำนวนผู้ช่วย สส.” จากสิทธิสส. 1 คน มีผู้ช่วยทำงาน 8 คน ลดเหลือ 3 คน เพื่อประหยัดงบประมาณ หลังจากเพิ่งปรับเงินเดือน ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลบังคับใช้ 1 ต.ค.2569
นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ยังเตรียมเสนอให้ “ยกเลิกบำนาญ สส.” เพราะมองว่า เป็นการเบียดเบียนเงินภาษีของประชาชน โดยยกตัวเลขในระยะ 13 ปีที่ผ่านมา จาก 2557-2569 ใช้งบฯสูง ถึง 3,821 ล้านบาท
สำหรับ “บำนาญ สส.” มีชื่อทางการว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” หรือ เงินทุนเลี้ยงชีพ อดีต สส.-สว. ก่อตั้งมา 27 ปี เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2542 วัตถุประสงค์คราวแรก เพื่อสงเคราะห์ “อดีตสมาชิกรัฐสภา” 2 เรื่อง คือ การรักษาพยาบาล และกรณีเสียชีวิต
สำหรับเงินทุนก้อนแรก ได้มาจากการจัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภา ปี 2542 จำนวน 5,893,267 บาท และได้ตั้ง “กองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ตามระเบียบของรัฐสภา ก่อนจะขยายสิทธิเพิ่มเติมในปี 2552 ช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภา กรณีทุพพลภาพ รายละ 5,000 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ การดำเนินการยังมีข้อจำกัด ดังนั้น “กรรมการกองทุน” จึงผลักดันให้มี พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ขึ้นใช้ครั้งแรก ปี 2556 เพื่อให้กรรมการกองทุนออกระเบียบเพิ่มเติม ว่าด้วยการบริหารกองทุน เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ความช่วยเหลือได้
ทำให้ปัจจุบัน เรื่องสิทธิประโยชน์ที่จัดให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภา ตามที่ระบุไว้ในคู่มือผู้รับบริการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
ประจำปีบัญชี 2568 ใน 6 กรณี มีดังนี้
1.ค่ารักษาพยาบาล กรณีเป็นผู้ป่วยใน ไม่เกิน 50,000 บาทต่อปี กรณีเป็นผู้ป่วยนอก ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ทั้งนี้รวมถึงค่าตรวจสุขภาพประจำปี และหัตกรรมรากเทียม
2.ค่าช่วยเหลือการศึกษาบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ระดับชั้นประถมศึกษา-ปริญญาตรี คนที่ 1 และคนที่ 2
3.ทุพพลภาพ ได้เงินสงเคราะห์ 15,000 บาทต่อเดือน
4.เสียชีวิต ได้เงินช่วย 1 แสนบาท
5.เงินทุนเลี้ยงชีพ
6.สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามมติของคณะกรรมการ
ประเด็น “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ที่ นพ.วรงค์ เรียกร้องให้ยกเลิกนั้น เหตุผลส่วนหนึ่งคือความไม่เป็นธรรมที่ สส. และ สว.จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เพียงเดือนละ 3,500 บาท แต่ได้รับสิทธิประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะ “เงินบำนาญตลอดชีพ”
ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่าย (ฉบับที่ 4) ประกาศใช้ 27 พ.ค.2567 ระบุอัตราจ่ายทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน ได้แก่
เป็นสมาชิกรัฐสภา 1-4 ปี ได้เงินดูแล 21,000 บาทต่อเดือน
เป็นสมาชิกรัฐสภา 4-8 ปี ได้เงินดูแล 24,900 บาทต่อเดือน
เป็นสมาชิกรัฐสภา 8-12 ปี ได้เงินดูแล 28,400 บาทต่อเดือน
เป็นสมาชิกรัฐสภา 12-16 ปี ได้เงินดูแล 32,000 บาทต่อเดือน
เป็นสมาชิกรัฐสภา 16-20 ปี ได้เงินดูแล 35,600 บาทต่อเดือน
เป็นสมาชิกรัฐสภา 20-24 ปี ได้เงินดูแล 39,100 บาทต่อเดือน
เป็นสมาชิกรัฐสภา 24 ปีขึ้นไป ได้เงินดูแล 42,700 บาทต่อเดือน
หรือแม้แต่กรณีที่ทำงานไม่ถึง 1 ปี ยังได้รับเงินชดเชยคิดเป็น 4 เท่า ของระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง
“การยกเงินเงินบำนาญนั้น ผมมองว่าทำได้ ผ่านการแก้ไขพระราชบัญญัติ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ จากทั้งส่วนของ สส.และ สว.ที่เห็นพ้องร่วมกันว่า อดีตสมาชิกรัฐสภา คือ กลุ่มผู้ที่อาสาเข้ามาทำงานรับใช้ชาติ จึงควรดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง ไม่ใช่ผลักภาระมาให้ประชาชนผู้เสียภาษี ต้องมาคอยเลี้ยงดูไปตลอดชีวิต ขณะที่สิทธิประโยชน์ที่ได้ ยังเกินความจำเป็น” นพ.วรงค์ ระบุ
ทว่า ในประเด็นนี้ มีความเห็นต่างจาก “ประกอบ รัตนพันธ์” อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมการกองทุน สัดส่วนอดีตสส. โดยมองว่า เงินทุนเลี้ยงชีพมีความจำเป็นพอสมควร เพราะอดีตสมาชิกรัฐสภาดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก
“ผู้แทนสมัยเก่า ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่ได้มาหา หรือหวังผลประโยชน์ มาจากครอบครัวชาวบ้าน ชาวนา ไม่ใช่นายทุน หรือเข้ามาหวังประโยชน์ กอบโกย จากหน้าที่ที่ทำมา พอหลุดจากตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา มีความเป็นอยู่ยากลำบาก ทั้งนี้ตำแหน่ง สส. สว. ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เมื่อพ้นจากตำแหน่ง ควรมีเงินตอบแทนพอที่จะช่วยตัวเองและช่วยสังคม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สส. สว. มีความผูกพันกับประชาชนตลอดเวลา”
ประเด็นการตัดทุนเลี้ยงชีพ “ประกอบ” บอกว่า ในชั้นกรรมการ ได้คิดวิเคราะห์ รับฟังเสียงสะท้อนมามาก ว่าเหมาะสมหรือไม่ หากจะเอาเงินภาษีของประชาชนมาจ่าย ต้องคุ้มค่า ไม่เป็นภาระแผ่นดิน หรือเห็นแก่ได้ แต่การจะปรับหรือไม่ ต้องคำนึงให้รอบด้าน ซึ่งเรื่องนี้ไม่เหมือนกับการตัดสวัสดิการอาหาร หรือผู้ช่วย สส.ที่ทำได้และสนับสนุน
สำหรับ “ทุนเลี้ยงชีพ” เป็นสิทธิที่ “อดีตสมาชิกรัฐสภา”ทุกคน ที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน 5% ของเงินประจำตำแหน่งจะได้รับ เว้นแต่ อดีตสส.-สว.คนนั้น อยู่ระหว่างต้องห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกวุฒิสภาถอดถอนจากตำแหน่ง
ข้อมูลจากเว็บไซต์กองทุนเลี้ยงชีพ ระบุ จำนวนอดีต สส.-สว.ที่มีสิทธิ์ได้รับทุนเลี้ยงชีพ ทั้งหมด 3,832 คน (ข้อมูลเมื่อ 30 ก.ย.2567)
ทว่า ในรายงานงบฯ การเงิน ปีงบประมาณ 2567 ที่ “สำนักงานการตรวจเงิน” รับรอง ระบุว่ามีผู้ยื่นรับเงินทุนเลี้ยงชีพ จำนวน 1,291 คน (ข้อมูล 30 ก.ย.2567) ซึ่งจำนวนดังกล่าว พบว่ามีผู้ยื่นรับเงินทุนเพิ่มในปี 2567 รวม 334 คน
ทำให้ค่าใช้จ่ายกองทุนในปีงบประมาณ 2567 มียอดรวม 234 ล้านบาท โดยในส่วนที่รายจ่ายสูงสุด คือเงินทุนเลี้ยงชีพ รวม 207 ล้านบาท รองลงมา คือค่ารักษาพยาบาล 20.6 ล้านบาท
ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งนี้ในเว็บไซต์ “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ได้ระบุข้อมูลเปรียบเทียบรายได้ กับรายจ่ายของกองทุนฯ ปีงบประมาณ 2557-2568 พบว่า 6 ปีให้หลัง ตั้งแต่ปี 2563-2568 รายจ่ายสูงกว่ารายรับ โดยเฉลี่ย 20 ล้านบาท ทำให้สภาพกองทุนติดลบ
และในเดือน ม.ค.2568 มีจดหมายแจ้งชะลอจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ ด้วยเหตุผลเงินไม่พอจ่าย เนื่องจากมีการปรับเพิ่มเงินทุนเลี้ยงชีพ เกิน 20% ก่อนจะกลับมาจ่ายได้เป็นปกติ เมื่อ ต.ค.2568 เพราะรัฐบาลได้จัดสรรงบฯกลาง เติมเงินเข้ากองทุนอีกกว่า 287 ล้านบาท
ประเด็นนี้ “ประกอบ” สะท้อนว่า มีการใช้เงินเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องด้วยมียอดอดีตสมาชิกรัฐสภาเพิ่มขึ้น เพราะสอบตก รวมถึงเสียชีวิตเพิ่มกว่าเดิม ซึ่งเป็นภาระพอสมควร
ในความเป็นไปได้ของ ทางออกที่เป็นจุดกึ่งกลาง ระหว่าง “ยกเลิก” หรือ “คงไว้” ว่าด้วยการปรับแก้ไขกฎหมาย หรือระเบียบ เพื่อให้ “สิทธิ์รับทุนเลี้ยงชีพ” เป็นเรื่องที่ต้องร้องขอ แทนการได้รับแบบอัตโนมัติทุกคน “ประกอบ” ในฐานะกรรมการกองทุน มองว่า พอเป็นไปได้ เมื่อคนที่ไม่ประสงค์ขอรับ หรือเป็นอดีตสมาชิกรัฐสภาที่มีกำลังความสามารถ เสียสละสิทธิ์ เพื่อให้กองทุนเดินต่อได้ โดยไม่สร้างภาระมาก แต่ที่ผ่านมา ยังไม่เคยเห็นอดีตสมาชิกรัฐสภาสละสิทธิ์ แต่กลับมาเบิกเงินช่วยจากกองทุน 100% เพราะเขามองว่าเป็นสิทธิ์
“การทบทวนทำได้ ในชั้นพระราชบัญญัติ ซึ่งกรรมการกองทุนตระหนักเสียงของสังคมว่า รับไม่ได้ ดังนั้นต้องชี้แจงข้อเท็จจริง หากคงอยู่ต้องมีเหตุผล จะทบทวนต้องหาจุดพอดี เพื่อให้ประชาชนสบายใจ ขณะเดียวกันต้องดูแลอดีตสมาชิกเท่าที่ทำได้ ให้ดำรงอยู่ในสังคมอย่างพอดำรงได้ เพราะหลายคนทุ่มเททั้งชีวิตมาทำงาน แต่ความเป็นอยู่ปัจจุบันน่าเห็นใจ และควรได้รับการดูแล”
การเลิก “ทุนเลี้ยงชีพ สส.” ถือเป็นประเด็นใหญ่ ที่ต้องวัดใจว่า “สส.ชุดที่ 27” รวมถึง “สว.สีน้ำเงิน” จะตัดสินใจอย่างไร กับการรื้อสิทธิ์ของตัวเองในอนาคต
สำหรับประชาชน ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้ สส.-สว.จะไม่ได้กลับเข้าสภาฯ แต่ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนให้พวกเขาตลอดชีวิต





