ศบก.แถลงสถานการณ์น้ำมัน ยันสุ่มตรวจ3,000 ปั๊ม ไร้กักตุน ประสานดีเอสไอ-ตร.ฝ่ายปกครองจับตา ด้านกระทรวงพาณิชย์ เตรียมจัดโครงการ'ไทยช่วยไทย-ธงเขียวพลัสลดค่าครองชีพ
ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง แถลงติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่
โดยนายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน ณ วันที่ 27 มีนาคม 2569 พบว่าปริมาณการใช้พลังงานในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มน้ำมันดีเซล วันที่ 1 - 27 มีนาคม มีปริมาณการผลิตเฉลี่ย 82.21 ล้านลิตรต่อวัน
ขณะที่ยอดจำหน่าย 82.99 ล้านลิตรต่อวัน และมีการส่งออกเฉลี่ย 4.43 ล้านลิตรต่อวัน รวมปริมาณจำหน่ายและส่งออก 87.42 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งสูงกว่ายอดจำหน่ายในช่วงเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ อยู่ที่ประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน กลุ่มน้ำมันเบนซิน มีปริมาณการผลิตเฉลี่ย 34.40 ล้านลิตรต่อวัน โดยมียอดจำหน่ายเฉลี่ย 35.25 ล้านลิตรต่อวัน และส่งออกเฉลี่ย 0.84 ล้านลิตรต่อวัน รวมอยู่ที่ 36.09 ล้านลิตรต่อวัน
นายฉัตรชัย ยืนยันว่ากระทรวงพลังงานให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นใจในความเพียงพอของน้ำมันเชื้อเพลิง โดยส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสต๊อกน้ำมันอย่างต่อเนื่องร่วมกับพลังงานจังหวัดทั่วประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคม ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันสำรองตามกฎหมายมีปริมาณครบถ้วนสอดคล้องกับรายงาน
นอกจากนี้ ได้สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันเกือบ 3,000 แห่ง พบมีการปิดให้บริการประมาณร้อยละ 10 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบลึกถึงปริมาณน้ำมันในถังเก็บเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการกักตุน รวมถึงตรวจสอบพฤติกรรมผู้รับขนส่งน้ำมันอย่างใกล้ชิด รวมทั้งบูรณาการกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครอง กวดขันการกระจายน้ำมันให้เป็นไปอย่างเต็มกำลัง และการลงโทษผู้กระทำผิด
นอกจากนี้ กรมธุรกิจพลังงานยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน Fuel Now เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ทันทีว่าสถานีบริการใดเปิด-ปิด หรือน้ำมันชนิดใดหมด และแอปพลิเคชัน Pump Radar ร่วมกับภาคประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการ กระทรวงพลังงานขอย้ำให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลกำกับดูแลการส่งจ่ายน้ำมันอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง หากพบความผิดปกติสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตรวจสอบได้ทันที
ลดค่าครองชีพ-ดูแลราคาสินค้า
ด้านนายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยมาตรการเชิงรุกเพื่อลดค่าครองชีพประชาชน ได้แก่ โครงการไทยช่วยไทย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 เมษายนนี้ โดยร่วมกับห้างค้าปลีกและผู้ผลิตชั้นนำ นำสินค้าแบรนด์ทางเลือกกว่า 1,000 รายการ มาลดราคาสูงสุดถึงร้อยละ 50 และโครงการธงฟ้าราคาประหยัด จะขยายจุดจำหน่ายสินค้าจำเป็นให้ครบทุกจังหวัดกว่า 500 จุดทั่วประเทศ พร้อมจัดรถโมบายธงฟ้าเคลื่อนที่เข้าถึงพื้นที่ห่างไกล และยังเตรียมมาตรการดูแลราคาข้าวแกงโดยเตรียมสนับสนุนวัตถุดิบต้นทาง อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช ไข่ไก่ และน้ำตาล ให้แก่ร้านข้าวแกงและร้านอาหารตามสั่งเพื่อชะลอการปรับขึ้นราคาจำหน่าย นอกจากนี้ กรมการค้าภายในร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ลงพื้นที่ล่อซื้อตามข้อร้องเรียนการขายปุ๋ยในราคาสูง โดยอยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากประชาชนพบเบาะแสสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 หรือไลน์ @mr.DIT หากพบว่ากระทำความผิดจริงมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จัดโครงการ “ธงเขียวพลัส” ต่อยอดส่วนลดปุ๋ยเคมี
กระทรวงพาณิชย์มีแผนจัดโครงการ “ธงเขียวพลัส” โดยต่อยอดส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบต่อราย รวม 1,000 บาท โดยจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่เกษตรกรที่มีบัตรดินดี ของกรมพัฒนาที่ดิน หรือผ่านมาตรฐาน GAP ของกรมวิชาการเกษตร หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองซื้อปุ๋ยอินทรีย์อีก 200 บาท รวมความช่วยเหลือสูงสุด 1,400 บาทต่อราย โดยจะเริ่มที่จังหวัดกำแพงเพชรในช่วงปลายเดือนเมษายน และจะดำเนินโครงการให้ครอบคลุม 50 จังหวัด ตั้งเป้ารวมทั้งสิ้น 1 ล้านกระสอบ
พร้อมกันนี้ กระทรวงยังได้ประสานความร่วมมือกับผู้ผลิตปุ๋ยจำนวน 26 แห่งในการจำหน่ายปุ๋ยราคาพิเศษหน้าโรงงานโดยมีปริมาณรวมกว่า 10 ล้านกระสอบ นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามสถานการณ์ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งนำเรือบรรทุกวัตถุดิบปุ๋ยและปิโตรเคมีที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซออกมาให้ได้โดยเร็ว พร้อมแสวงหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยแหล่งใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิต





