วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

‘น้ำมันการเมือง’ วิกฤติภูมิใจไทย ข้อหา ‘หัวจ่าย’ รัฐบาลพลัส

‘น้ำมันการเมือง’ วิกฤติภูมิใจไทย  ข้อหา ‘หัวจ่าย’ รัฐบาลพลัส

ภาพรถยนต์ จักรยานยนต์ ของคนธรรมดา ที่ต่อคิวยาวเหยียด รอเติมน้ำมันทั้งวันทั้งคืน กลายเป็นภาพชินตา เมื่อไม่กี่วันของวิกฤติพลังงาน อันเป็นผลพวงมาจากการสู้รบในตะวันออกกลาง 

สถานการณ์น้ำมันขาดปั๊ม ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่เพียงสะท้อนปัญหาเชิงนโยบายพลังงานเท่านั้น แต่ยังเปิดโปง “โครงสร้างอำนาจ” ที่ฝังรากลึกในสังคมการเมืองไทย และปัจจุบันกำลังเป็นโครงสร้างที่ขับเคลื่อนด้วย “เครือข่าย” มากกว่าการ “ซื้อเสียง”แบบครั้งคราว

เมื่อรัฐบาลภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ นายกฯ“อนุทิน ชาญวีรกูล” ตัดสินใจลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล จนนำไปสู่การปรับขึ้นราคาลิตรละ 6 บาทในคราวเดียว ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ต้นทุนค่าครองชีพประชาชน แต่กลับลุกลามไปสู่ “วิกฤติการเข้าถึงทรัพยากร” 

โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่ชาวบ้านทั่วไปต้องต่อคิวยาว แต่กลับไม่ได้เติมน้ำมัน ขณะที่บางกลุ่มสามารถเข้าถึงได้อย่างราบรื่น  จนดูเหมือน “น้ำมันไม่ได้ขาด แต่ถูกจัดสรร”

“ปั๊มบ้านใหญ่” หัวจ่ายที่มองไม่เห็น

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา "วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร" รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แถลงถึงกรณีปัญหาน้ำมันขาดแคลน มาจากเครือข่ายบ้านใหญ่และธุรกิจในแต่ละพื้นที่ แย่งชิงน้ำมันจากประชาชน

“ประชาชนธรรมดาไปต่อคิวเติมน้ำมันรอเท่าไหร่ก็ไม่ได้เติม แต่เมื่อเครือข่ายธุรกิจใหญ่เข้ามาแซงคิว เข้าไปเติมได้เลย เมื่อน้ำมันหมดก็ไม่มีน้ำมันเหลือให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย”

หลักฐานเชิงประจักษ์ของการเลือกปฏิบัติ ที่เหมือนเป็นเรื่องปกติ คือ ข้อความที่แจ้งผ่านเพจปั๊มน้ำมันของ สส.อีสานคนหนึ่ง สังกัดพรรคร่วมรัฐบาล ระบุว่า 

“น้ำมันดีเซลยังเหลือให้เติมได้ รถเล็กจำกัด 1,000 บาท รถบรรทุกไม่จำกัด...ส่วน 91 95 E20 ยังมีให้บริการได้ตามปกติ ไม่จำกัด”

ขณะที่ชาวบ้านในเขตเลือกตั้ง ต่างเข้ามาคอมเมนต์ใต้เพจปั๊มบ้านใหญ่ ทำนองว่า สมกับเป็นผู้แทนของคนรากหญ้า ไม่ทิ้งกันยามยากลำบาก

จะว่าไปแล้ว เกือบทุกจังหวัด มีสถานีบริการน้ำมัน ที่เรียกได้ว่า “ปั๊มบ้านใหญ่” ที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองทั้งระดับชาติ และท้องถิ่น ธุรกิจน้ำมันจึงไม่ใช่แค่ธุรกิจค้าปลีกพลังงาน แต่เป็น “โครงสร้างอำนาจในพื้นที่”

ยามน้ำมันขาดแคลน พื้นที่นักการเมืองบ้านใหญ่จึงไม่เดือดร้อน เพราะมีสถานีบริการน้ำมันรองรับเครือข่ายธุรกิจการเมืองท้องถิ่น ตั้งแต่ สจ. สท. และ อบต. และปั๊มเหล่านี้ไม่ได้ปล่อยน้ำมันตามกลไกปกติ หากแต่จัดสรรไปยังเครือข่ายของตนเอง ตั้งแต่หัวคะแนนระดับหมู่บ้าน ไปจนถึงฐานเสียงหลักในพื้นที่

จากซื้อเสียง สู่จัดสรรทรัพยากร

60-70 ปีที่แล้ว นักการเมืองบ้านใหญ่ ระดับ “เจ้าพ่อ” ในอีสาน จะทำธุรกิจหลัก 3 อย่าง คือ โรงสีข้าว โรงเหล้า และโรงน้ำแข็ง บางเจ้าพ่อทำโรงโม่หิน

ในช่วงต่อมา หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 “บ้านใหญ่” คือกลไกหลักในการระดมคะแนนเสียง ผ่านพรรคการเมือง ที่ผูกขาดธุรกิจท้องถิ่น ตั้งแต่การเดินรถ รับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงการค้าพืชผล แต่ในปัจจุบันรูปแบบได้พัฒนาไปอีกขั้น

ระยะหลังการสะสมทุนของบ้านใหญ่ จะมาจากธุรกิจสัมปทานรับเหมาก่อสร้างเป็นหลัก ทำให้ต้องมี “ปั๊มน้ำมัน” หรือสถานีบริการน้ำมัน เป็นของตัวเอง สำหรับรถบรรทุก รถปิกอัพ เครื่องจักรกลการก่อสร้าง รวมทั้งบริการแก่เครือข่ายทุนท้องถิ่น

น้ำมันในวิกฤติครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่พลังงาน แต่คือ “เครื่องมือทางการเมือง” ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการแจกเงินสด เพราะตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชนในทันที

 ช่วงน้ำมันขาดแคลนประมาณ 10 วัน ปรากฏว่า “ปั๊มบ้านใหญ่” ได้จัดสรรปันส่วนน้ำมันดีเซลให้กับ “หัวคะแนน” ตามหมู่บ้านอย่างทั่วถึง และหัวคะแนนก็แจกจ่ายไปยัง “โหวตเตอร์” ของตัวเอง

“เครือข่าย”คือทุนใหม่ของการเมือง

บทเรียนจากกรณีนี้ สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง “การเมืองแบบเครือข่าย” ที่สะท้อนว่า ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะในการเลือกตั้งยุคใหม่ ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือ ความสัมพันธ์ในพื้นที่ ความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร และความสามารถในการจัดการทรัพยากร

จึงได้เห็นพัฒนาการ จากเงินสดก่อนเลือกตั้ง มาสู่การดูแลต่อเนื่องผ่านเครือข่าย และจากการซื้อเสียง มาสู่การผูกสัมพันธ์ระยะยาว

ดังนั้น ปรากฎการณ์ “ปั๊มบ้านใหญ่” จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการสะสมทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม มาเป็นทุนการเมือง ที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น

เพราะหากย้อนกลับไปในช่วงวิกฤติโควิด จะเห็นภาพเดียวกัน ผ่านกลไก “อสม.” ที่พรรคภูมิใจไทย สามารถใช้เป็นเครือข่ายดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง ก่อนจะถูกตั้งข้อครหาว่า ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ปรากฏการณ์นี้ กำลังย้อนกลับมากดดันพรรคภูมิใจไทยโดยตรง ด้วยข้อกล่าวหาเชิงสัญลักษณ์ว่า “ควบคุมหัวจ่าย”

เพราะเมื่อภูมิใจไทย เป็นพรรคแกนนำ มีบทบาท อำนาจในกำกับนโยบายพลังงาน ขณะเดียวกัน เครือข่ายในพื้นที่ มีอำนาจในการ“จัดสรรน้ำมัน” จึงเลี่ยงไม่ได้ ที่จะถูกตั้งคำถาม เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

โดยเฉพาะในบริบทของ “รัฐบาลพลัส” ที่ต้องอาศัยเสียงจากหลายพรรค ค้ำอำนาจรัฐบาล ดังนั้นการรักษาฐานเสียงผ่านเครือข่าย จึงยิ่งมีความสำคัญ และยิ่งทำให้ “น้ำมัน”กลายเป็นทรัพยากรทางการเมืองที่มีค่า

เมื่อน้ำมันถูกแปรเป็นอำนาจ วิกฤติครั้งนี้ อาจไม่ได้ยาวนานในเชิงเวลา แต่มีนัยสำคัญในเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้เห็นถึง “การเมืองของการจัดสรรทรัพยากร” กำลังมีอิทธิพล มากกว่าการซื้อเสียงแบบเดิม  

“หัวจ่ายน้ำมัน”อาจกลายเป็นรูปแบบใหม่ของอำนาจการเมือง ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ว่า มีน้ำมันพอหรือไม่ แต่คือใครเป็นคนกำหนดว่า “ใคร ควรได้ใช้”