สถานการณ์พลังงานในประเทศไทยที่เวลานี้อยู่ในขั้น “โคม่า” ไม่ใช่แค่ “รอจัดส่ง” ดังที่ “กรมธุรกิจพลังงาน”กล่าวอ้าง แต่จากภาพประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันคิวยาวเหยียด ในขณะที่สถานีบริการน้ำมันหลายแห่ง ติดป้ายงดให้บริการชั่วคราว เป็นการสะท้อนสภาวะที่ประเทศไทยกำลังขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก และลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค กลายเป็นไฟต์บังคับขยับราคาสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
จริงอยู่สถานการณ์ในประเทศที่เป็นเสมือน “ฝีแตก” ลุกลามเป็นวงกว้างในเวลานี้ แม้จะเป็นผลพวงมาจากสงครามตะวันออกกลางที่ส่อแววยืดเยื้อ กระทบหลายประเทศทั่วโลก
ทว่าภายใต้อำนาจที่ “เบ็ดเสร็จเด็ดขาด” ของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย มีองคาพยพทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ในมือ
ทำให้เวลานี้ ประชาชนตั้งคำถามอย่างหนัก ถึงการบริหารจัดการวิกฤติของรัฐบาล ว่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันท่วงที มีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นตามสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” ได้มากน้อยแค่ไหน
หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 มี.ค.69 “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) ยืนยัน โดยอ้างถึงคำสั่ง นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าภายในสัปดาห์นี้ทุกปั๊มจะต้องมีน้ำมันขายตามปกติ หลังปล่อยให้วิกฤติน้ำมันลุกลามบานปลาย
หรือแม้แต่ท่าทีนายกฯ อนุทิน ก่อนหน้านี้ ที่ออกมายืนยันเสียงแข็งว่า น้ำมันมีเพียงพอมาโดยตลอด ไม่มีปัญหา พร้อมทั้งยืนยันด้วยว่าไม่มี “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน แต่เป็นฝ่ายประชาชนต่างหาก ที่ตื่นตระหนก แห่เข้าปั๊ม จนน้ำมันไม่พอ
สถานการณ์ที่ดูเหมือนจะย้อนแย้งกับท่าทีของ “2 บิ๊กรัฐบาล” และซ้ำเติมประชาชนมากขึ้น
ล่าสุด คือ กรณีที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซล และกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตรในครั้งเดียว ย่อมส่งผลไปถึงต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะขยับขึ้นต่อจากนี้
เป็นการตอกย้ำถึงสถานการณ์พลังงานในประเทศ ที่เข้าขั้นที่วิกฤติอย่างหนัก
ภายใต้คำถามคาใจจากสังคมว่า การที่น้ำมันขาดแคลน มีผลมาจากสภาวะสงครามตะวันออกกลาง หรือแท้จริงแล้ว เป็นเพราะกระบวนการกักตุน เพื่อ “ปั่นราคาพลังงาน” เอื้อประโยชน์กับบรรดา “เจ้าสัวพลังงาน” กันแน่
กระสุนตก “พิพัฒน์” โยงธุรกิจ 2,245 ปั๊ม
ประเด็นนี้ถูกฝ่ายค้านล็อกเป้า และเตรียมใช้ในเวทีแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อฉายภาพ “ไอ้โม่ง” และกระบวนการกักตุนน้ำมัน
ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลในเวลานี้ นักการเมืองคนสำคัญ ที่กลายเป็นตำบลกระสุนตก หนีไม่พ้น เป็นแม่ทัพใหญ่ภาคใต้ ค่ายภูมิใจไทย “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก.ที่มีบทบาทในการแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำมันขาดปั๊ม
พิพัฒน์ ถูกโฟกัส และตั้งคำถามอย่างหนัก ถึงความเชื่อมโยง “คนในตระกูล” ที่ถือหุ้นธุรกิจบริการพลังงานครบวงจรชั้นนำของไทย และมีสถานีให้บริการ หรือปั๊มน้ำมัน ตามตัวเลขอ้างอิงจากเว็บไซต์ทางการของบริษัทพีที 2,245 แห่งทั่วประเทศ ว่ามีความเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่อย่างไร
ขุมทรัพย์พลังงาน “ถอนทุนการเมือง”?
ขณะที่ท่าทีจากขั้วฝ่ายค้าน ที่กำลังจะหยิบประเด็นนี้ ไปขยี้แผลในสภาฯ ผ่านเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงวันที่ 7-9 เม.ย.69 นี้ จั่วหัวโดย “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
“นี่น่าจะเป็นการถอนทุนการเลือกตั้ง ของนายทุนพรรคการเมืองที่เร็วที่สุด โหดร้ายที่สุด เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ปล้นประชาชนอย่างไร้สำนึกชั่วดี วิกฤตินี้ สร้างขึ้นโดยเพื่อนร่วมชาติ ไอโม่งไม่ใช่ใคร รัฐบาลนี่แหละ”
ไม่ต่างจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่วิเคราะห์ถึงการปรับขึ้นราคาน้ำมันราคา 6 บาทต่อลิตรในช่วงดึกของวันที่ 25 มี.ค.69 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากประชุมสภาฯ สิ้นสุด ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เป็นการจงใจส่งข่าวหลังสภาฯ ปิดเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้า และการตรวจสอบจาก สส.หรือไม่
วิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น ถือเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลในการรับมือไว้ 3 ประเด็นหลัก คือ
1.ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ รัฐบาลไม่มีการตั้งเป้าหมายหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า จะพยุงราคาน้ำมัน ไปจนถึงระดับราคาตลาดโลกที่เท่าใด ทำให้ภาคเอกชน และประชาชนไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้
2.ประชาชนแบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่รัฐบาลสามารถขอความร่วมมือจากโรงกลั่นน้ำมัน ในการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติมจากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น หรือพิจารณาลดภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยพยุงราคา แทนที่จะปล่อยให้ราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้นทันที
3.มาตรการช่วยเหลือล่าช้า แม้รัฐบาลจะระบุว่ามีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะเป้าหมาย 5 กลุ่ม แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้จริง ในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงไปแล้ว
สารพัดคำถามที่รอคำตอบจากรัฐบาลในเวลานี้ แม้ล่าสุดมีสัญญาณมาจาก “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ว่าที่ รมว.พลังงาน ออกมาแสดงท่าทีขึงขัง โดยลั่นว่า ภารกิจแรกที่จะทำหลังนั่ง รมว.พลังงาน คือ เรียกโรงกลั่นมาทบทวนโครงสร้างรายได้น้ำมัน โดยจุดเริ่มต้นสำคัญคือ การรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่ามกลางวิกฤติพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น ความคาดหวังจากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ย่อมมีสูงลิบ เมื่อได้รับโอกาสเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาลครั้งแรก และมีอำนาจเบ็ดเสร็จบนกระดานการเมือง
จากวาทกรรม “คนไทยรวยไม่ไหวแล้ว” ที่ “นายกฯ อนุทิน” เคยพูดในช่วงหาเสียง บนเวทีปราศรัยที่ จ.หนองคาย ได้กลายเป็นตลกร้าย ด้วยคำถามว่า สุดท้าย “ประชาชน” หรือ “เจ้าสัว” กันแน่ ที่รวยไม่ไหว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

