วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

1 ปีตึก สตง.ถล่ม เปลือยทุนจีนบุกไทย สูญ 2,136 ล. ยังเอาผิดใครไม่ได้

1 ปีตึก สตง.ถล่ม เปลือยทุนจีนบุกไทย  สูญ 2,136 ล. ยังเอาผิดใครไม่ได้

28 มี.ค.2569 นี้ จะครบรอบ 1 ปี อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)แห่งใหม่ มูลค่า 2,136 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ แต่โครงสร้างทรุดตัวถล่มลงมาขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหว  

ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก โดยผลการสอบสวนของหลายฝ่าย บ่งชี้ตรงกันว่า การก่อสร้างครั้งนี้ มีความผิดพลาดหลายประการ รวมถึงวัสดุที่นำมาใช้ก่อสร้างอาจไม่ตรงตามสเปก

กรณีข้างต้น ทำให้ใครหลายคนรู้จักรัฐวิสาหกิจรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่จากจีน ในเครือ “ไชน่า เรลเวย์” คือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ที่เข้ามาเป็นกิจการร่วมค้ากับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ในนามกิจการร่วมค้า ไอทีดี ซีอาร์อีซี รับเหมางานก่อสร้างหลายสิบโครงการในไทย รวมวงเงินนับหมื่นล้านบาท

ที่ผ่านมา กรุงเทพธุรกิจ ขุดคุ้ย และนำเสนอข้อเท็จจริงไปแล้วว่า ตัวการสำคัญในการก่อสร้างตึกแห่งนี้คือ “ไชน่า เรลเวย์” หรือ CREC ซึ่งเป็นเครือข่ายทุนจีน พบว่า CREC ในไทย มีบริษัทเครือข่ายอีกกว่า 14 บริษัท โดยมี 3 คนไทย ได้แก่ โสภณ มีชัย มานัส ศรีอนันท์ และประจวบ ศิริเขตร เข้าไปเป็นกรรมการ และถือหุ้น รวมถึงเข้าเป็นคู่สัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐหลายสิบโครงการ รวมวงเงินกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกหน่วยงานรัฐทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำไปใช้ขยายผลสอบสวน

1 ปีตึก สตง.ถล่ม เปลือยทุนจีนบุกไทย  สูญ 2,136 ล. ยังเอาผิดใครไม่ได้

โดยอาคารแห่งนี้ใช้งบประมาณก่อสร้าง 2,136 ล้านบาท แบ่งการทำงานเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 

1.ดำเนินการก่อสร้างโดย กิจการร่วมค้า ไอทีดี ซีอาร์อีซี (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด)

2.ควบคุมงานก่อสร้างโดย กิจการร่วมค้า PKW (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด บริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด และบริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด) 

3.การออกแบบโดยบริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และ บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด

ความคืบหน้าล่าสุด วานนี้ (26 มี.ค.) ประธานคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ผู้ว่า สตง. ผู้บริหาร ข้าราชการ และลูกจ้างภายใน สตง. ทำพิธีทางศาสนา ครบ 1 ปี ในเหตุการณ์ดังกล่าว 

 โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. สตง.ได้โพสต์ภาพ และข้อความเผยแพร่รายงานความคืบหน้า การสรุปผลจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มหน่วยงานรัฐและฝ่ายปกครอง กลุ่มสถาบันการศึกษาและวิชาการ รวมถึงกลุ่มองค์กรวิชาชีพควบคุม และผลสอบอาคารจาก 4 สถาบันวิศวกรรม ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด)

1 ปีตึก สตง.ถล่ม เปลือยทุนจีนบุกไทย  สูญ 2,136 ล. ยังเอาผิดใครไม่ได้

สตง.ระบุว่า ตามผลสอบของนายกรัฐมนตรี ที่แถลงถึงการตรวจพบความบกพร่องการออกแบบอาคาร และวิธีการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2568 จำนวน 4 ประเด็น ได้แก่ 

1.การพังถล่ม เริ่มต้นที่ส่วนล่างของอาคาร ชั้น 1-4 เนื่องจากแรงเฉือนที่เกิดจากแผ่นดินไหวกระทำต่อผนังรับแรงเฉือน จนเกิดการวิบัติ 

2.ผลทดสอบเฉลี่ยของก้อนตัวอย่างคอนกรีตจากผนัง รับแรงเฉือนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

3.แบบรายละเอียดที่ใช้ในการก่อสร้าง ไม่เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้ ส่งผลให้อาคารรับแรงกระทำได้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด  

4.ระยะฝังของเหล็กเสริมที่จุดต่อของ Link Beam กับผนังรับแรงเฉือน น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้จุดต่อบริเวณดังกล่าวอ่อนแอลง

ขณะเดียวกันการดำเนินคดี แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ 

1.ในชั้นศาลอาญา มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 23 ราย ทั้งบุคคล และนิติบุคคล กรณีกล่าวหาออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงร่วมกันปลอม และใช้เอกสารปลอม โดยคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นพวกบริษัทเอกชนในส่วนของผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ผู้ออกแบบ และผู้ร่วมก่อสร้างคือ “อิตาเลียนไทยฯ”

ล่าสุด เมื่อ 22 พ.ย.และ 27 พ.ย.2568 ศาลอาญามีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยในคดีนี้หลายคน เช่น จำเลยกลุ่มบริษัท ไมนฮาร์ท และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นกลุ่มวิศวกรผู้ออกแบบอาคาร และกลุ่มนายเปรมชัย กรรณสูต นักธุรกิจชื่อดัง โดยศาลเห็นว่า จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี อีกทั้งยังให้การปฏิเสธ และถูกคุมขังมาโดยตลอดเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

1 ปีตึก สตง.ถล่ม เปลือยทุนจีนบุกไทย  สูญ 2,136 ล. ยังเอาผิดใครไม่ได้

2.การตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีเรื่อง “นอมินี” โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องไปยังอัยการ และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องไปแล้ว รวมถึงกรณีกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ได้ส่งสำนวนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ไปแล้ว

3.การดำเนินการในชั้นสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องจากดีเอสไอ และพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตรวจสอบ โดย สตง.ได้ส่งเอกสารหลักฐานให้สำนักงาน ป.ป.ช.ตามที่ร้องขอแล้ว

กรณีที่ 2. และ 3. มีรายงานว่า เดือนมิ.ย.2568 ที่ผ่านมา ดีเอสไอส่งสำนวนทั้งหมดไปยังสำนักงาน ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการไต่สวน และเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 76 ราย ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 70 ราย โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สตง. 4 ราย คือ พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พ.ต.อ.วัลลิพผล รังคสิริ เลขานุการของ พล.อ.ชนะทัพ นายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าฯ สตง.คนปัจจุบัน ถูกกล่าวหาด้วย ส่วนที่เหลือเป็นผู้บริหารของกิจการร่วมค้า PKW 6 ราย

1 ปีตึก สตง.ถล่ม เปลือยทุนจีนบุกไทย  สูญ 2,136 ล. ยังเอาผิดใครไม่ได้

4.กรมบัญชีกลาง ดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ โดย สตง.ตอบข้อซักถาม และชี้แจงข้อมูลพร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อการตรวจสอบดังกล่าว หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายคือกรณี “รับผิดทางละเมิด” 

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ เมื่อ ครม.ยุค “อนุทิน” สั่งการให้ไล่บี้หาเจ้าหน้าที่รัฐรับผิดชอบกับค่าเสียหายในการก่อสร้างตึก สตง.กว่า 2 พันล้านบาทดังกล่าว คล้ายคลึงกับกรณีความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ที่ “รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” เคยดำเนินการไล่บี้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ มาก่อนหน้านี้

ที่น่าสนใจ หลายคนอาจยังไม่รู้ ปัจจุบัน บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด และเครือข่ายรวม 14 บริษัท ที่ปรากฏเป็นตัวละครสำคัญของ “ไชน่า เรลเวย์ฯ” เข้าไปร่วมถือหุ้น หรือเป็นกรรมการ ยังคงเปิดดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด และมีการนำส่งงบการเงินประจำปีงบ 2567 ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว รายได้รวมกันทั้งสิ้นกว่า 1,089,775,520 บาท

ทั้งหมดคือข้อมูลเกี่ยวกับตึก สตง.ใหม่ถล่ม ผ่านมาครบ 1 ปี แต่ยังไม่สามารถเอาผิดใครได้ แถมผลการไต่สวนในศาล และองค์กรอิสระ ก็ดูเหมือนยังไม่คืบหน้าไปไหน ยังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการรายใด ถูกเอาผิดแม้แต่คนเดียว 

ผ่านไป 1 ปี โอกาสริบหรี่ ที่เงินภาษีประชาชน 2,136 ล้าน จะเอาคืนมาได้ โดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบ?