เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีวิกฤติน้ำมันไทย โดยระบุว่า วิกฤติน้ำมันกำลังกระทบทุกภาคส่วน รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหา ก่อนจะลุกลามจนแก้ไม่ได้ นี่คือตัวอย่างวิกฤตน้ำมันที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อด้านเกษตร ด้านประมง ด้านการท่องเที่ยว ด้านขนส่ง ไปจนถึงเม็ดพลาสติก ฯลฯ ห่วงโซ่อุปทานจากธุรกิจเหล่านี้กำลังสั่นสะเทือนจากปมน้ำมันทั้งสิ้น
ด้านเกษตร เกษตรกรมักถูกโดดเดี่ยวเสมอ ยิ่งมาเจอวิกฤตน้ำมันยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาที่เขาเจออยู่แล้ว ทั้งเรื่องราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำมาก ทั้งราคาสินค้าเกษตรหน้าสวน รวมถึงต้นทุนในการทำการเกษตรปลูกผักผลไม้ตั้งแต่หยอดเมล็ดพันธุ์ไปจนถึงการปรุงที่ครัว ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับน้ำมันทั้งสิ้น
ข้อเสนอเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรคือ
1) ให้ใช้คูปองน้ำมันสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ต้องขนส่ง สองส่วนนี้จำเป็นอย่างมาก ตลอดจนให้เงินอุดหนุนในกรณีที่ไม่สามารถใช้คูปองได้ เพื่อช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรและในขณะเดียวกันก็จะทำให้ราคาที่ผู้บริโภคซื้อไม่สูงเกิน
2) ในส่วนของปุ๋ย รัฐบาลต้องแถลงถึงปริมาณปุ๋ยเคมีที่มีอยู่ รวมถึงผลการจัดหาปุ๋ยเคมีจากแหล่งผลิตอื่นๆ และใช้การทูตเชิงรุกเพื่อหาแหล่งปุ๋ยใหม่ กระทรวงพาณิชย์ต้องประกาศควบคุมราคาให้เกษตรกรทราบและสามารถตรวจสอบได้จริง มีช่องทางการร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย แจกคูปองส่วนลดให้เกษตรกรซื้อปุ๋ย โดยสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง
ข้อเสนอด้านท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวต่างชาติจากสายตะวันออกกลางเริ่มหายไป ค่าตั๋วจากยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ซึ่งล้วนแต่เป็นนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเกิน 3 เดือน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาประเทศไทยจะหายไปมากกว่า 1 ใน 4 จากเป้าที่ตั้งไว้ประมาณ 36-37 ล้านคน จะเหลือเพียง 27-28 ล้านคนเท่านั้น
ข้อเสนอระยะสั้นสำหรับตลาดต่างประเทศ
1) ต้องมีการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะจากเอเชียมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย และอาเซียน โดยเฉพาะตลาดอินเดียที่ยังมีศักยภาพเพิ่มนักท่องเที่ยวได้มากกว่านี้
2) ตลาดในประเทศ รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าถ้าขับรถออกจากบ้านแล้วจะหาปั๊มน้ำมันเติมได้ ทำให้เกิดแดชบอร์ดทุกเส้นทางแบบเรียลไทม์ได้
3) ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว เช่น มาตรการด้านการเงิน ภาษี ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงให้ความดูแลแรงงานภาคบริการด้วย
การอุดหนุนระบบขนส่งสาธารณะ ถ้าผู้ประกอบการจำเป็นต้องขึ้นราคา รัฐบาลต้องรับประกันว่าประชาชนจะไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะต่อกลุ่มเปราะบาง
ข้อเสนอด้านขนส่ง
วิกฤตน้ำมันส่งผลกระทบต่อขนส่งและโลจิสติกส์ ทำให้ผู้ประกอบการรถบรรทุกขนส่งบางรายต้องซื้อน้ำมันจากพ่อค้าคนกลางในราคาที่สูงกว่าหน้าสถานีบริการขายปลีก ส่งผลให้รถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ามาต่อคิวเติมน้ำมันตามสถานีบริการทั่วไป ทำให้เกิดปัญหากับประชาชนที่ต้องใช้สถานีเติมน้ำมันแห่งเดียวกัน ทำให้การรอคิวเติมน้ำมันนานขึ้น และน้ำมันไม่เพียงพอต่อประชาชนทั่วไป
เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ หลายรายต้องหยุดวิ่งรับงาน สุดท้ายต้นทุนแฝงก็ถูกผักภาระไปสู่สินค้าอุปโภคบริโภคของประชาชน รัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหา ดังนี้
1) บังคับใช้กฎหมายปราบปรามการกักตุนอย่างเด็ดขาด โดยใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ อย่างเข้มงวด เพื่อสลายวงจรการเก็งกำไรและการกักตุนน้ำมันในทุกระดับ
2) มาตรการอุดหนุนแบบเจาะจงเป้าหมายแทนที่อุดหนุนแบบแบบหว่านแห จัดสรรคูปองพลังงานและเครดิตเงินคืนให้กลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ชาวประมงพื้นบ้าน ผู้ประกอบการรถบรรทุกขนส่งรายย่อย ให้ฟันเฟืองเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างหมุนต่อไปได้
ข้อเสนอด้านประมง
โดยประมงเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจของประเทศ ภาคประมงมีจีดีพีอยู่ที่ 138,000 ล้านบาท ในปี 2568 มาจากการทำประมงในทะเล 90% โดยชาวประมงชายฝั่งตลอดแนวทะเล 23 จังหวัดของประเทศไทย ทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน
ขณะที่เรือประมงต้องจอด ชาวประมงก็ยังคงต้องแบกรับภาระค่าแรงคนงานบนเรือ ค่าอาหาร ค่าเช่าท่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และรายจ่ายอื่นๆ หลักแสนบาทต่อเดือน รัฐบาลได้มีการเตรียมการช่วยเหลือชาวประมงไว้บ้างแล้วหรือไม่ ขณะเดียวกันในส่วนของชาวประมงพื้นบ้านก็ได้รับความเดือดร้อนไม่ต่างกัน การเติมน้ำมันใส่แกลลอนเพื่อใส่เรือก็มีข้อจำกัด หาเติมยาก ต้นทุนน้ำมันก็สูงขึ้น ชาวประมงกลุ่มนี้มีทุนทรัพย์ไม่มาก จะมีการดูแลกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านอย่างไรหรือไม่
วิกฤติน้ำมันครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเพียงชาวประมงพาณิชย์กว่า 9,000 ลำ และชาวประมงพื้นบ้านกว่า 100,000 ครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกมากมาย
ข้อเสนอเพื่อช่วยเหลือชาวประมงคือ รัฐบาลควรจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นมาให้ชาวประมงเพิ่มเติม และมีมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันให้แก่ชาวประมง เช่น การมีโควตาพิเศษ การแจกคูปองส่วนลดให้ชาวประมงกลุ่มที่เปราะบางหรือไม่ รัฐบาลต้องรีบบอกชาวประมงให้ชัดเจน
ข้อเสนอด้านพลาสติก
ห่วงโซ่อุปทานของ ปิโตรเลียม ไม่ได้มีแค่นำไปทำน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ขาดแคลนไปถึงเม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ต่างๆ ที่ผลิตมาจากน้ำมันดิบ ปริมาณเมล็ดพลาสติก PE (Polyethylene) ที่ใช้ผลิตของตั้งแต่ถุงพลาสติก ขวด ไปจนถึงท่อน้ำประปา
ตอนนี้ปริมาณวัตถุดิบในระบบหายไปครึ่งหนึ่ง พนักงานและผู้ประกอบการในโรงงานพลาสติก โรงงานกว่า 2,500 แห่ง ถ้าไม่มีวัตถุดิบมาใช้ผลิต ต้องหยุดงาน โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก อำนาจต่อรองต่ำ สู้เจ้าใหญ่ไม่ได้ ใครจะเยียวยาในส่วนนี้
ข้อเสนอให้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเม็ดพลาสติก
1) รัฐบาลต้องกำกับดูแลราคาเม็ดพลาสติกให้ “สมเหตุสมผล” และ “เป็นธรรม” และร่วมหารือกับผู้ผลิตเม็ดพลาสติก และช่วยสนับสนุนในการหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกในการผลิตเม็ดพลาสติก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ
2) รัฐบาลต้องแจ้งสถานการณ์ให้ทราบล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนวางแผนรับมือ รวมทั้งเตรียมทางเลือกทดแทนในการลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกบางชนิดที่มีความขาดแคลน และช่วยลดเพดานราคา ไม่ให้ราคาพลาสติกดีดตัวสูงจนควบคุมไม่ได้
ข้อเสนอด้านกระบวนการยุติธรรม
วิกฤติน้ำมันไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่จะกระทบต่อการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ในขณะที่รัฐมีต้นทุนเพิ่มมากขึ้นประชาชนเองก็มีต้นทุนในการเข้าถึงกระบวนการที่มากขึ้นเช่นเดียวกัน บางคนจะต้องขึ้นศาล ต้องจ่ายค่าเดินทางมากขึ้นต้องเลือกระหว่างจะไปศาลหรือหยุดอยู่บ้านหาเงินเลี้ยงลูก
เมื่อเศรษฐกิจตึงตัวแบบนี้อาชญากรรม ก็มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกันในขณะที่ทรัพยากรของรัฐลดลงแต่ตำรวจไม่มีงบเติมน้ำมันบางสน. มีงบแต่ไม่มีน้ำมันให้เติมต้องต่อคิวหลายท่าน
ข้อเสนอสามระยะ
ระยะสั้นรัฐบาลควรจะต้องอุดหนุน งบฉุกเฉิน เพิ่มเติม ให้กับหน่วยงานยุติธรรม
ระยะกลางในอนาคตต้องมีการลงทุนอย่างจริงจัง ในระบบ e-court หรือระบบพิจารณาคดีออนไลน์ในช่วงโควิดอยู่แต่มีการหยุดใช้ไป
ระยะยาวเราต้องกล้าปฏิรูปโครงสร้างทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยยืดหยุ่นในภาวะวิกฤต





