การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกยุคสมัย ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เป็นหนึ่งในเก้าอี้ที่ต้องมีคู่รัฐบาล ไม่ต่างจากรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ
2 รองนายกฯ จึงเป็นขุนพลสำคัญ ช่วยแบ่งเบาภาระ และเสริมสร้างความมั่นใจให้คนเป็นนายกรัฐมนตรี
มือกฎหมายที่เข้ามารับตำแหน่ง และมีบทบาทเป็นที่พูดถึงมากที่สุดคนหนึ่ง หนีไม่พ้น “วิษณุ เครืองาม”กุนซือ 2 รัฐบาลตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ความเหมือนอย่างหนึ่งของวิษณุ คือความเป็นที่ไว้วางใจของทักษิณ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และผู้บังคับบัญชาล่าสุดอย่างลุงตู่
ความเชี่ยวชาญชนิดหาตัวจับยากในเรื่องกฎหมาย แม่นในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีของราชสำนัก ส่วนราชการ การเมือง และอื่นๆ คุณสมบัติตรงนี้จึงช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้รัฐบาลได้เป็นอย่างดี
สไตล์การทำงานของวิษณุ จึงลื่นไหล ติดตรงนี้ ก็ไปออกตรงโน้น มีทางรอด-ทางลอดได้ตลอด โดยที่ยังอ้างอิงตัวบทกฎหมายได้
ในช่วงหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 นำมาซึ่ง รัฐบาล คสช. ภายใต้สถานการณ์พิเศษ หรือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ นั่งนายกฯ ที่สวมหมวกอีกใบคือหัวหน้าคสช. ซึ่งรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว ปี 57 ให้อำนาจบริหารจัดการบ้านเมืองอย่างเต็มที่
ว่ากันว่า วิษณุ ถือว่ามีส่วนสำคัญในการทำคลอดรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าว มีการวางกลไกขับเคลื่อนต่างๆ และมี ม.44 ให้อำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ เบ็ดเสร็จ ไม่ต้องมีเรื่องรับผิด
การออกคำสั่งหัวหน้าคสช. แทบทุกฉบับ ที่ให้คุณให้โทษกับข้าราชการ และภาคส่วนต่างๆ การที่พล.อ.ประยุทธ์ จะขยับทำอะไร วิษณุ ถือเป็นคนที่ช่วยเมกชัวร์ ว่าไม่ขัดกฎหมายทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่บรรดารัฐมนตรี ที่ร่วมงานด้วยกันตอนนั้น มีข้อติดขัดอะไรก็มักใช้บริการวิษณุ เสมอ
วิษณุ จึงถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในเกมอำนาจ 3 ป. เป็นคนคอยระวังหน้าระวังหลังให้ผู้มีอำนาจ ปิดจุดเสี่ยงเรื่องอันตราย แก้ข้อติดขัดด้านกฎหมาย ช่ำชองหาช่องที่กฎหมายอื่น เอื้อในเรื่องต่างๆ อยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ ม้วนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบเกือบ 10 ปี
“ลงเรือแป๊ะ ต้องตามใจแป๊ะ” คำที่วิษณุเคยพูดไว้ น่าจะตอบคำถามถึงบทบาทของตัวเองได้เป็นอย่างดี ว่าตอบสนองการเมืองหรือผู้มีอำนาจขนาดไหน
หลายเรื่องที่รุมเร้า พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งกรณีอาศัยบ้านหลวง เป็นนายกฯ 8 ปี และอะไรต่อมิอะไร ก็ได้วิษณุเป็นหนังหน้าไฟ แทบจะแจงแทนเป็นกิจวัตร หลายครั้งจึงเลี่ยงการโดนวิจารณ์ด้านลบไม่ได้ “ฉายาศรีธนญชัยรอดช่อง” ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
ระหว่างที่ร่วม ครม.ประยุทธ์ วิษณุ ผลักดัน “ปกรณ์ นิลประพันธ์” นั่งเลขาฯกฤษฎีกา ทำหน้าที่ ที่ปรึกษากฎหมายรัฐบาล เมื่อปี 63
จากวันนั้นถึงวันนี้ “ปกรณ์” อยู่ในตำแหน่งยาว 6 ปี ทำงานกับ 4 นายกฯ ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ เศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตร และอนุทิน ชาญวีรกูล
ในจังหวะที่การเมืองผิดเพี้ยนด้วย MOA ส้มค้ำ เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย เวลานั้นชื่อ“ปกรณ์ นิลประพันธ์” อาจจะยังไม่ใช่คนที่ถูกใจอนุทินให้มาทำหน้าที่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย
หวยไปออกที่ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ผู้เป็นญาติวิษณุ มาทำหน้าที่ ตอนนั้นครูใหญ่ และอนุทิน คงหวังใจว่า ฝีไม้ลายมือน่าจะเทียบชั้นซือแป๋รุ่นพี่ แต่พอได้ลองจริง ยังไม่ครบ 4 เดือนด้วยซ้ำ อนุทินก็มีคำตอบแล้วว่า สไตล์บวรศักดิ์ ห่างไกลกับวิษณุ แทบทุกมิติ
จังหวะที่ต้องหาตัวแทน ชื่อ“ปกรณ์” จึงตอบโจทย์ ในฐานะศิษย์เอกวิษณุ ที่สะสมชั่วโมงมาพอสมควร ถึงเวลาต้องเฉิดฉาย ตามรอยรุ่นพี่ที่เซอร์วิสงานกฎหมาย ตอบสนองความต้องการฝ่ายการเมือง คือภารกิจสำคัญ
ความต่างของปกรณ์ ในฐานะว่าที่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ในรัฐบาลอนุทิน 2 บริบทไม่ใช่แบบที่วิษณุเจอ
เมื่อคดีเขากระโดง พันผู้มีอำนาจ คดีฮั้ว สว. มีชื่ออนุทิน ติดบ่วง เป็นผู้ถูกกล่าวหาในชั้นอนุฯ กกต. พร้อมกับว่าที่รัฐมนตรีอีกหลายคน
เรื่องฝีไม้ลายมือของปกรณ์ ไม่มีอะไรต้องห่วง แต่ที่บางคนอดห่วงไม่ได้ คือจะตอบสนองการเมือง จนเสียหลักการหรือไม่ เพราะช่วงรัฐบาลเพื่อไทย ความเห็น และจุดยืนของปกรณ์ ต่อนโยบายค่ายแดง ทั้งดิจิทัลวอลเล็ต กาสิโน ไม่สอดคล้องความต้องการผู้มีอำนาจตอนนั้นทั้งสิ้น
กรณีที่ปกรณ์ เคยชี้ว่า นายกฯรักษาการ ยุบสภาไม่ได้ ในช่วงที่“ภูมิธรรม เวชยชัย” นั่งรักษาการนายกฯแทน“แพทองธาร” ในจังหวะได้เสียระหว่างแดงกับน้ำเงิน จนสถานการณ์เข้าทางภูมิใจไทยจนผงาดในวันนี้
ถ้ามองในมุมการเมือง ความเห็นของ“ปกรณ์” มีส่วนสำคัญ ที่ส่งให้“อนุทิน”และภูมิใจไทย พลิกเกมอำนาจสำเร็จ จึงไม่แปลก ถ้าการตั้งปกรณ์เป็นกุนซือกฎหมายรัฐบาล จะถูกมองว่าตอบแทน พร้อมภารกิจที่คาดไม่ถึง... รออยู่





