'ปลัดมหาดไทย' ถกผู้บริหาร กำหนดแนวทางปฏิบัติราชการให้สอดคล้องสถานการณ์ เร่งรัดเบิกจ่ายงบฯ 69 ชี้สงครามตะวันออกกลาง กระทบไทยหลายมิติ โดยเฉพาะน้ำมันปรับราคาสูง
เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายสมภพ สมิตะสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายศักระ กปิลกาญจน์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย น.ส.กาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย น.ส.รัตนา สรภูมิ ผู้อํานวยการสํานักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ ที่ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผลกระทบจากภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลสืบเนื่องต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น และภาพรวมทางเศรษฐกิจในทั่วทุกพื้นที่ ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน จึงต้องมีมาตรการ รวมถึงกำหนดแผนและแนวทางการปฏิบัติราชการให้สอดรับกับสถานการณ์ เพื่อให้ภารกิจ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" เกิดผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด
"การประชุมในวันนี้ เพื่อติดตามแนวทางการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ตรวจราชการกรม ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สป.มท.) กรม และจังหวัด ให้เป็นไปตามมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งในด้านการเบิกจ่ายงบประมาณ งบจังหวัด กลุ่มจังหวัด การลงนามทำสัญญาในโครงการต่างๆ ตลอดจนการบริหารจัดการให้เป็นไปตามแผนงานและเป้าหมายของกระทรวง" นายอรรษิษฐ์ กล่าว
นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และผู้ตรวจราชการกรมฯ ให้ความสำคัญเรื่องการตรวจประเด็นการตรวจราชการที่เสร็จสิ้นแล้ว เพื่อให้ข้อแนะนำต่อผลการดำเนินการ รวมถึงให้ความสำคัญกับการบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการตรวจติดตามการปฏิบัติงาน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อาทิ ให้กรมการปกครอง เข้มงวดกวดขันควบคุมราคาเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบสถานบริการน้ำมัน ร่วมกับนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการ ให้กรมการพัฒนาชุมชนส่งเสริมการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยน้อมนำแนวพระราชดำริฯ โครงการ "บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง" และ "ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน" เพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม และสร้างการพึ่งพาตนเองในยามวิกฤต ส่งเสริมการปลูกผักและเลี้ยงไก่ไข่ โดยให้ขยายผลการปฏิบัติตั้งแต่จวนผู้ว่าราชการจังหวัด ไปสู่อำเภอ และชุมชน
ในส่วนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 รวมถึงมาตรการช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้ความสำคัญกับการตั้งด่านชุมชนและมาตรการลดอุบัติเหตุ "ดื่มไม่ขับ" ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ติดตามและรณรงค์การขับเคลื่อนโครงการป้องกันและลดภาวะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
รวมถึงการส่งเสริมด้านพัฒนาการกีฬาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เข้มงวดกวดขันการควบคุมดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารและป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ และให้สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด (สบจ.) ปรับแนวทางการเร่งรัดและติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยให้มีการแจ้งเตือนความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และทำหน้าที่เป็น "พี่เลี้ยง" สนับสนุนให้จังหวัดสามารถดำเนินการได้สอดคล้องตามแผนงานที่วางไว้
"กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงใหญ่ และมีภารกิจที่ครอบคลุมงานในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภารกิจของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ซึ่งมีเนื้องานที่ต้องรับผิดชอบ ล้วนส่งผลต่อส่วนรวม จึงเป็นที่จับตามองของสังคม ดังนั้น หากบุคลากรปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งเป็นผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้ ในการตรวจราชการนั้น หากพบข้อบกพร่องหรือมีข้อสังเกตในการทำงาน ขอให้เร่งรายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการแก้ไขและพัฒนาในทันที สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ฝ่ายเลขานุการ" ที่จะต้องมีความเข้มแข็ง รวดเร็ว และแม่นยำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันให้งานของผู้บังคับบัญชาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี" นายอรรษิษฐ์ กล่าว





