โผครม.อนุทิน 2 ที่ล่าสุดลงตัวเกือบทั้งหมด เห็นชัดจากท่าที “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ยอมรับว่า ขณะนี้การจัดทำบัญชีรายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมด ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และพร้อมสำหรับการดำเนินขั้นตอนต่อไปในทันที
ตามไทม์ไลน์หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯครม.ชุดใหม่ นายกฯจะนำ ครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่จากนั้นจะเป็นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา คาดว่าจะเป็นช่วงวันที่ 7-9 เม.ย.นี้
ในทางการเมือง ทุกครั้งที่มีการจัดโผครม.เมื่อมีผู้ “สมหวัง” ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีผู้ “ผิดหวัง” โดยเฉพาะ “พรรคภูมิใจไทย” ที่รอบนี้ตีตั๋วผู้แทนเข้าสภาฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว ไม่ต่างจาก “สารพัดบ้านใหญ่” กว่าร้อยชีวิต ที่กำลังรวมตัวกันในเวลานี้ ย่อมส่งผลไปถึงการจัดสรร “โควตารัฐมนตรี” ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละ “มุ้งการเมือง”
สเต็ปต่อไป จึงต้องจับตาการจัดสรร“โควตาทดแทน”ในตำแหน่งต่างๆ เพื่อเป็นที่พักใจของบรรดา“รัฐมนตรีอกหัก”เหล่านี้ โดยเฉพาะโควตาประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญ ประจำสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 35 คณะ ซึ่งโดยหลักการจะใช้ที่นั่งสส.ในสภาฯ เป็นตัวตั้งแบ่งโควตา
เมื่อ “พรรคภูมิใจไทย”ได้ สส.เพิ่มจากเดิม 71 ที่นั่ง เป็น 192 ที่นั่ง ย่อมส่งผลไปถึงจำนวนที่นั่ง “ประธานกมธ.” ที่จะอัปเลเวลจากเดิม 5 คณะ ขยับเพิ่มเป็น 12-15 คณะ ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองของแต่ละพรรคการเมือง
รอบนี้ในส่วนของ “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง อดีตประธานกมธ.ปกครอง ที่จะขยับไปเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (ประธานวิปรัฐบาล ) รวมไปถึง “สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง” อดีตสส.กระบี่ และอดีตประธานกมธ.แรงงาน ที่ติดปัญหาในเรื่องคดีความ รอบนี้จึงไม่ได้ลงสมัคร สส. จึงส่งผลให้โควตาประธาน กมธ.ว่างลง 2 ตำแหน่ง
หากส่องลึกลงไปในแต่ละ “มุ้งการเมือง” ถึงเวลาจริง อาจต้องลุ้นว่า การจัดสรรโควตาประธานกมธ.เพื่อเป็นรางวัลปลอบใจให้บรรดารัฐมนตรีอกหัก จะสามารถสยบคลื่นใต้น้ำในพรรคสีน้ำเงิน ที่เกิดจากความไม่พอใจของบางมุ้ง ได้หรือไม่ อย่างไร
จำนวนนี้ มีสัดส่วนของ “เลือดสีน้ำเงินเดิม” ทั้ง “คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์” สส.ระนอง ที่เคยเป็นประธานกมธ.กระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ มาแล้ว
เช่นเดียวกับ “สฤษดิ์ บุตรเนียร”สส.ปราจีนบุรี เคยเป็นประธานกมธ.การศึกษา หรือแม้แต่ “ปกรณ์ มุ่งเจริญพร” อดีตสส.สุรินทร์ และเคยเป็นประธานกมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย แถมรอบนี้ยังนำทีมสุรินทร์ “ชนะยกจังหวัด” ตามสูตร “1 จังหวัด แจก 1 รมต.” แต่กลับชวดตำแหน่งรัฐมนตรี
รวมถึงบ้านใหญ่ที่เพิ่งย้ายพรรคเข้ามา อย่าง “พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์” บ้านใหญ่นครปฐม ที่เคยเป็นประธานกมธ.การกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในสภาชุดที่แล้ว
เห็นชัดจากท่าทีบ้านใหญ่นครปฐม ที่รอบนี้ประกาศตัวเป็นเอกเทศ จากค่ายมังกรสุพรรณ ทวงโควตาในสัดส่วนของตัวเอง
โดย“เสี่ยหมวย” อนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้แบบตรงไปตรงมา ในช่วงแรกของการฟอร์มทีม ครม.ว่า กลุ่มสะสมทรัพย์ได้ที่นั่ง สส. 4 เขตจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี จากเดิมที่เคยเป็น รมช.สาธารณสุข จะได้ขึ้นเป็น รมว.หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ“นายกฯอนุทิน” จะพิจารณา
เป็นการตอกย้ำว่า ถึงที่สุดเป้าหมายของ“นักเลือกตั้ง”เหล่านี้ ย่อมหมายปองเก้าอี้“เสนาบดี”ตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม เพื่อต่อยอดทางการเมืองได้มากกว่าเก้าอี้“ประธานกมธ.”ที่ไร้องคาพยพ
ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลอันดับ 2 รอบที่แล้วมี สส.141 คน ได้โควตาประธานกมธ.10 คณะ แต่ด้วยตัวเลขสส.ที่ลดลงไปเกือบครึ่ง เหลือเพียง 74 ที่นั่ง ย่อมส่งผลไปถึงโควตาประธานกมธ.ที่จะลดลงเหลือราว 5-6 คณะ
ในจำนวนนี้ โควตาภาคอีสาน ซึ่งมีสส.มากที่สุด ทั้ง “โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย” สส.ชัยภูมิ ที่เคยเป็นประธานกมธ.สาธารณสุข เช่นเดียวกับ “เชิงชาย ชาลีรินทร์” สส.ชัยภูมิ ที่เคยเป็นประธานกมธ.คมนาคม แน่นอนว่าเป้าหมายของ“กลุ่มสส.อีสาน” ย่อมหมายปองไปที่ตำแหน่งเสนาบดี ซึ่งอัปเกรดสูงกว่า และสามารถต่อยอดการเมืองได้มากกว่าเช่นเดียวกัน
ขณะที่ โผครม.ของพรรคเพื่อไทย รอบนี้มีการตัดจบเบ็ดเสร็จที่ “2 สาย” คือ “สายบ้านจันทร์” และ “สายนายทุน” เท่านั้น หากรัฐมนตรีคนใดมีปัญหาคุณสมบัติ จึงจะส่งคนของตัวเองเข้าไปแทน โดยไม่มีรายชื่อสำรองจากสายอื่น
ทั้งนี้เพื่อตัดตอนกระบวนการซื้อตัวสส. ที่อาจมีบางมุ้งสีแดงที่ไม่ถูกเลือก แล้วแอบเปิดดีลผ่าน“คีย์แมนสีน้ำเงิน”เพื่อขึ้นแท่นเสนาบดี ภายใต้เงื่อนไขต่างตอบแทนด้วยการย้ายพรรค
ต้องจับตาท่ามกลางฝุ่นควันการเมืองที่ตลบอบอวล จากโผครม.อนุทิน 2 แม้จะถูกตัดจบเพื่อสยบป่วน เมื่อมี“ผู้สมหวัง” ก็มี“ผู้ผิดหวัง” ที่อาจรอจังหวะย้อนเกล็ดเอาคืน ย่อมเป็นไปได้





