"กมธ.วุฒิสภา" มีมติเอกฉันท์ ชงเลิก “MOU 2543” ด้วยเหตุผล 6 ข้อ ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง คาดส่งมติเข้าที่ประชุมวุฒิสภา ภายใน เม.ย. นี้
ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก เอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 วุฒิสภา แถลงผลการศึกษาของกมธ. ว่า ที่ประชุมกมธ. มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 หลังจากที่เคยมีมติให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2544 ไเมื่อเดือนธ.ค. 2568 ทั้งนี้จากการประชุมกว่า 20 ครั้ง และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ พบว่ากัมพูชาได้ละเมิดพื้นที่ของไทยอย่างต่อเนื่องและเพิกเฉยต่อการทักท้วง
นายนพดล กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุผลที่เสนอให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 มี 6 ข้อ ได้แก่ 1. ข้อกำหนดในเอ็มโอยูบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1 ต่อ 50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่
2.เอ็มโอยู 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียงรับทราบ ไม่ใช่เห็นชอบ และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
3. รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ. 1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 100,000 ดังนั้นแผนที่ที่เกิดจาก เอ็มโอยู2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า
4. ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียง 60% ของขั้นตอนแรกเท่านั้น
5. สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วมจีบีซี เมื่อ27 ธ.ค. 2568 ที่ให้คงกำลังทหารไว้ในที่ตั้งปัจจุบันแทน
และ6. กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่งเอ็มโอยู 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้
"สำหรับแนวทางการยกเลิกนั้น กมธ. เห็นว่าไทยสามารถยกเลิก ได้เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน ทั้งนี้ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ" นายนพดล กล่าว
นายนพดลล กล่าวต่อ นอกจากนี้ กมธ. มีข้อเสนอแนะว่า หากจะมีการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ในอนาคต จะต้องไม่มีการยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ว่าเป็นผลงานการปักปันเขตแดน ต้องเพิ่มอำนาจให้ เจบีซีจัดการการรุกล้ำได้ ต้องยึดแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก และต้องกำหนดเงื่อนไขเวลาสิ้นสุดข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ
นายนพดล กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุม กมธ. บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบต่อไป จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ.ฯ ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติ กมธ.ฯเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือน เม.ย.นี้





