'ณัฐชา' ปลุกถึงเวลาปลดล็อก 'ประกันสังคม' ให้เงินของแรงงานโปร่งใส-ตรวจสอบได้ มีสิทธิ์กำหนดอนาคตเงินตัวเอง ชี้ถ้าไม่ปรับโครงสร้าง อีก 20-30 ปีอาจจ่ายบำนาญไม่พอ
เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถึงเวลาปลดล็อกประกันสังคม เพื่อให้เงินของแรงงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้แรงงานมีสิทธิ์กำหนดอนาคตของเงินตัวเอง โดยระบบประกันสังคมเป็นหนึ่งในหลักประกันสำคัญของคนทำงานไทย เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิพื้นฐานตั้งแต่การรักษาพยาบาล การลาคลอด การทดแทนรายได้ ไปจนถึงเงินบำนาญหลังเกษียณ ปัจจุบันมีผู้ประกันตนในระบบหลายสิบล้านคน และกองทุนมีขนาดใหญ่มากกว่า 2.3 ล้านล้านบาท จึงถือเป็นกองทุนสวัสดิการสาธารณะที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานทั้งประเทศ
นายณัฐชา ระบุว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีเสียงเรียกร้องจากเครือข่ายแรงงาน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ให้มีการปฏิรูประบบประกันสังคมอย่างจริงจัง เพราะโครงสร้างการบริหารยังติดอยู่ในระบบราชการ ขาดความคล่องตัว และยังมีคำถามสำคัญเรื่องความโปร่งใสในการบริหารกองทุนขนาดมหาศาลของแรงงานไทย
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกันตนมาตรา 33 ประมาณ 12.1 ล้านคน มาตรา 39 ประมาณ 1.6 ล้านคน และมาตรา 40 ซึ่งเป็นแรงงานนอกระบบอีกกว่า 11 ล้านคน แต่ในกลุ่มมาตรา 40 มีผู้ส่งเงินสมทบอย่างต่อเนื่องจริงเพียงประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้น สะท้อนว่าระบบยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบสวัสดิการได้อย่างยั่งยืน
นายณัฐชา ระบุต่อไปว่า อีกความท้าทายสำคัญคือโครงสร้างประชากรของประเทศไทยภายในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนผู้สูงอายุอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 28% ของประชากร ขณะที่จำนวนคนวัยทำงานลดลง สถานการณ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อฐานรายได้ของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว
มีงานวิจัยหลายชิ้นตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า หากไม่มีการปรับโครงสร้างการบริหารและการลงทุนของกองทุน กองทุนชราภาพอาจเผชิญความเสี่ยงมีเงินไม่เพียงพอสำหรับจ่ายบำนาญในอีก 20–30 ปีข้างหน้า ประเด็นนี้จึงกลายเป็นคำถามสำคัญว่า ระบบประกันสังคมของไทยจะมีความยั่งยืนเพียงพอหรือไม่ในอนาคต
นายณัฐชา ระบุอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการบริหารเงินกองทุนขนาดมหาศาล เนื่องจากการลงทุนจำนวนมากยังอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและกระจุกตัวในประเทศ ทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าศักยภาพ มีการประเมินว่าการลงทุนที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้กองทุนสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 300 ล้านบาทต่อวัน
อีกปัญหาหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำของสิทธิประโยชน์ระหว่างผู้ประกันตนแต่ละมาตรา โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบในมาตรา 40 ที่ได้รับสิทธิประโยชน์น้อยกว่าแรงงานในระบบอย่างมาก ขณะที่แรงงานบางกลุ่ม เช่น แรงงานทำงานบ้าน แรงงานภาคเกษตร หรือแรงงานแพลตฟอร์ม ยังไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างครอบคลุม
นายณัฐชา ระบุด้วยว่า แรงงานข้ามชาติเองก็เผชิญข้อจำกัดในระบบ แม้จะส่งเงินสมทบในอัตราเดียวกับแรงงานไทย แต่การเข้าถึงสิทธิประโยชน์บางด้านยังมีอุปสรรค โดยเฉพาะสิทธิเงินบำนาญชราภาพที่ไม่สามารถนำเงินกลับประเทศต้นทางได้ง่าย ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรมในระบบประกันสังคม
ข้อเสนอสำคัญของเครือข่ายแรงงานคือการปรับสถานะสำนักงานประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรมหาชน เพื่อให้การบริหารกองทุนเป็นมืออาชีพ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลการลงทุนต่อสมาชิก และให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของกองทุนอย่างแท้จริง
"สำหรับผม การปฏิรูปประกันสังคมไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบราชการ แต่คือการสร้างหลักประกันชีวิตให้กับแรงงานไทยทั้งประเทศ เพราะเงินในกองทุนนี้คือเงินของคนทำงาน หากเราต้องการสังคมที่เป็นธรรมและมั่นคงในระยะยาว ประเทศไทยต้องเดินหน้าทำให้ระบบประกันสังคมโปร่งใส ยั่งยืน และเป็นของสมาชิกอย่างแท้จริง" นายณัฐชา ระบุ





