"ปชป." เปิดตัวแพลตฟอร์ม "จับตา" ให้ ประชาชนตรวจสอบราคาสินค้าเรียลไทม์ พร้อมจ่อยื่นญัตติต่อสภาฯ หารือผลกระทบประชาชน
ที่พรรคระชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเปิดตัวแพลตฟอร์มจับตา เพื่อตรวจสอบราคาสินค้า
โดยนางการดีกล่าวว่า แพลตฟอร์มจับตาเป็นเครื่องมือดิจิทัลที่จะเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากการเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาสินค้าและน้ำมันขาดแคลน ให้มาเป็นผู้ร่วมตรวจสอบ และสะท้อนปัญหาแบบทันทีทันใด ทั้งนี้เตรียมที่จะบูรณาการเข้ากับไลน์ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยสามารถทดลองใช้ก่อนได้ที่ liff.line.me และในวันที่24 มี.ค. จะได้มีการประชุมร่วมกับทีมพัฒนาเพื่อทดสอบระบบอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนเปิดใช้งานจริง
นางการดี กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของข้อมูลจากแพลตฟอร์ฺมนี้จะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดนโยบายช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าโดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยจะนำข้อมูลทั้งหมด จะถูกนำมาจัดเก็บและประมวลผล และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจับตาราคาสินค้า ทั้งนี้ตนยินดีหาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ หรือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.การคลัง จะมาดึงข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน
ขณะที่ นายกรณ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ประกาศ ควบคุมราคาสินค้า 6-7 ชนิด เช่น กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ก้อน สบู่เหลว ขณะที่สินค้าประเภทก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ยเคมี ยารักษาโรค ซึ่งบางชนิดเริ่มขาดตลาด ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะเข้ามากำกับดูแลเพื่อคุ้มครองประชาชนอย่างไร สำหรับการขอขึ้นราคาสินค้านั้นตนมองว่าต้องสมเหตุสมผลกับต้นทุน เมื่อต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันสูงขึ้นแต่ไม่ควรให้ขึ้นราคาสินค้าในลักษณะที่สูงเกินกว่าสภาพความเป็นจริง
นายกรณ์ กล่าวต่อว่าสำหรับปัญหาน้ำมันที่ขาดแคลนนั้น ตนมองว่ารัฐบาลมีอำนาจที่ตรวจเช็คได้ อย่างไรก็ดีจากวิกฤติพลังงานเป็นวิกฤตโลก แต่สภาพความวุ่นวาย เหมือนกับเกิดขึ้นแค่ที่ประเทศไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เป็นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ นโยบาย ไม่ใช่ปัญหาการขาดแคลน
นายกรณ์ กล่าวต่อว่าพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นญัตติด่วน เรื่องวิกฤตพลังงานและผลกระทบที่มีต่อประชาชน รวมถึงเรื่องราคาสินค้า เข้าสู่การพิจาณสของสภาฯในวันที่ 25 มี.ค.นี้ โดยหวังว่ามีโอกาสที่จะใช้สภาฯให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง





