แม้ “พรรคภูมิใจไทย” จะขึ้นชื่อว่า เป็นรัฐบาลที่มีซูเปอร์แบ็กอัปชั้นดี ด้วยความแข็งแกร่งของรัฐบาลผสม ที่ได้เสียงโหวตเห็นชอบ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 จากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล 293 เสียง
ขณะเดียวกันยังมีแบ็กอัป มันสมองหลังม่านอย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ผู้นำจิตวิญญาณสูงสุดแห่งพรรคภูมิใจไทย หนุนหลัง รวมทั้งยังถูกยกให้เป็นพรรคการเมืองเบอร์หนึ่งในปีกอนุรักษนิยมเวลานี้
แต่เมื่อสำรวจตรวจสอบจุดเสี่ยง จุดเปราะบาง ของ “พรรคภูมิใจไทย”แล้ว ก็ยังมีจุดอ่อนที่อาจทำให้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” อาจอยู่ได้ไม่ครบเทอม 4 ปี
ทำให้บรรดาคนการเมืองในปีกรัฐบาลผสม มองว่า น่าจะอยู่ได้อย่างเก่งก็ 2 ปีกว่า จากนั้นก็คงมีการยุบสภาฯ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ นั่นเท่ากับการเลือกตั้งครั้งหน้า อาจได้เห็นเค้าลางราวปี 2571-2572
แต่หากบริหารความขัดแย้งทั้งในรัฐบาล และปัจจัยภายนอกรัฐบาลได้ลงตัว ด้วยความแข็งแกร่งที่ว่า อาจทำให้อยู่ในวาระ เข้าสู่ปีที่ 3
ปัจจัยจุดเสี่ยง จุดเซาะกร่อนความเชื่อมั่น รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย และตัวนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จุดแรกต้องเผชิญความท้าทาย แก้วิกฤติพลังงานน้ำมัน ด้วยการเรียกความเชื่อมั่นจากการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เพราะยังไม่ทันที่จะมีคณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ ก็ต้องเผชิญปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับปากท้องและเศรษฐกิจประเดิมรับรัฐบาลใหม่
ล่าสุดกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข ก็เริ่มปลุกมวลชนนอกทำเนียบฯ ผสมโรงกับองค์กรนิสิตนักศึกษาและสหภาพคนทำงานกว่า 15 องค์กร โดยจะผลักดันข้อเรียกร้องถึงทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 23 มี.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ตรึงราคาแก๊สหุงต้ม ลดค่าไฟฟ้าให้เหลือยูนิตละ 3 บาท พร้อมทั้งควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้ฉวยจังหวะวิกฤติพลังงานโดยขึ้นราคาสินค้า
แน่นอนว่า นายกฯ“อนุทิน”จะต้องใช้มือเศรษฐกิจ ดรีมทีมตั้งแต่สมัยรัฐบาลเสียงข้างน้อย ผสมกับนักเลือกตั้งบ้านใหญ่ในปีกน้ำเงิน เพื่อเคลียร์ปัญหาเฉพาะหน้าด้านวิกฤติพลังงาน
เพราะหากปล่อยให้ยืดเยื้อ และเนิ่นนานเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น รวมทั้งอาจปลุกกระแสความไม่พอใจของมวลชนนอกทำเนียบฯได้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยนโยบายแก้เศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นรองพรรคเพื่อไทย เพราะที่ผ่านมามีเพียงผลงาน “คนละครึ่งพลัส” ที่เห็นเป็นรูปธรรมในช่วงปลายปี 2568 เท่านั้น ทำให้สังคมยังต้องรอการพิสูจน์ผลงานของพรรคสีน้ำเงินอยู่พอสมควร
ขณะที่ฝ่ายค้านก็กำลังตั้งท่า เล็งใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทวงถามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ล่าสุด “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็รีบชิงปิดปากฝ่ายค้านไม่ให้ถล่มพรรคภูมิใจไทย
ก๊วนลูกเทพ จุดรอยร้าว?
จุดเสี่ยงต่อมา การจัดตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่หมู่นักเลือกตั้งบ้านใหญ่ เพื่อตอบแทนผลงานที่ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” ชัยชนะอย่างถล่มทลาย
การปูนบำเหน็จ ให้บรรดาคนเจนใหม่ในสาย “ลูกเทพ” ถูกมองว่าอาจเป็นจุดเสี่ยง แม้พรรคสีน้ำเงินจะต้องการล้างภาพนักการเมืองหน้าเก่า เจนเก่า โดยใช้คลื่นลูกใหม่ คือนักการเมืองลูกหลานบ้านใหญ่
ทำให้ถูกมองเป็นรอยร้าวขนาดย่อม เพราะมีนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งหลายสมัย บางส่วนถูกข้ามหัว ยังไม่มีโอกาสขึ้นชั้นรัฐมนตรี
การรวมตัวของบรรดากลุ่มก๊กบ้านใหญ่ในพรรคสีน้ำเงิน หากบริหารจัดการและต่างตอบแทนได้ไม่ดี อาจเกิดรอยร้าวระหว่างทางก่อนครบวาระ 4 ปีได้
ฮั้ว สว.-เขากระโดง แผลเก่า
ปัจจัยจุดเสี่ยง ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของพรรคภูมิใจไทย หนีไม่พ้น คดีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. แน่นอนว่า ฝ่ายค้านโดยเฉพาะ “พรรคประชาธิปัตย์” งัดวาทกรรม “คดีฮั้ว สว.” ขึ้นมาดิสเครดิตตัวคุณสมบัติ “อนุทิน” กลางสภาฯ ระหว่างลงมติเลือกบุคคลสมควรเป็นนายกฯ
ท่ามกลางข่าวลือ ที่มีความไปได้ว่า อาจมีการปล่อยผีคดี ฮั้ว สว. ในชั้นอนุกรรมการสืบสวนของ กกต.
ตรงนี้กลายจุดเปราะบางจุดหนึ่ง เป็นจุดบอดที่กระทบความน่าเชื่อถือของรัฐบาลพรรคภูมิจไทย ท่ามกลางแบ็กอัป “รัฐพันลึก” โอบอุ้ม “รัฐบาลสีน้ำเงิน”
ส่วนคดีเขากระโดง ก็เป็นอีกคดีที่ถูกปล่อยข่าวว่า อาจถูกตัดตอนไม่ต่างจากคดี “ฮั้ว สว.” แม้ล่าสุด “กรมสอบสวคดีพิเศษ” (ดีเอสไอ) ออกเอกสารข่าวชี้แจงสื่อคดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
2 คดีดังกล่าว ถือเป็นตราบาปหลอกหลอนติดตัวพรรคภูมิใจไทย หากแม้ท้ายที่สุดคดีจะถูกยกฟ้อง ก็ยังคงกระทบต่อความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปมทุจริต-ซื้อโหวต ฉุดรั้ง ภท.
ประการต่อมา จุดเสี่ยงในอนาคต คือประเด็นเรื่องทุจริตภายในรัฐบาล แม้ตัว “อนุทิน”จะประกาศสัญญาประชาคมให้คำมั่นจะควบคุมการทำงานของรัฐมนตรีให้เข้มงวด มีความซื่อสัตย์สุจริต แต่หากเกิดประเด็นอื้อฉาว ย่อมเป็นจุดเสี่ยง ทำให้คะแนนนิยมของ “ผู้นำ” ถดถอยลงได้
อีกทั้งการต่อรองทางการเมืองภายในพรรครัฐบาลผสม ย่อมต้องมีตลอด 4 ปีนับจากนี้ เพราะด้วยสภาพรัฐบาลผสม การต่อรองขอโครงการต่างๆ หลังมีการใช้สรรพกำลังในช่วงเลือกตั้งอย่างมโหฬารจะเกิดขึ้น
โดยเฉพาะกระแสข่าวการทุ่มทุนซื้อเสียงโหวตกลางสภา จนกระทั่งล่าสุดเกิด สส.งูเห่า สีส้ม “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน กล้าเปิดหน้าขานชื่อ “อนุทิน” โหวตสวนมติพรรคประชาชน
จุดนี้กำลังเป็นจุดเสี่ยง กระทบความเชื่อมั่น วิกฤติศรัทธาฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มีพรรคสีน้ำเงินเป็นพรรคอันดับ 1 ในสภาฯ
รัฐพันลึกโอบอุ้ม-ถอยหนี ?
ต้องยอมรับว่า ด้วยปัจจัยทางการเมืองที่เติบโตเร็วจากพรรคขนาด 30 กว่าเสียงในการเลือกตั้งปี 2554 ก่อนกระโดดมาเป็นพรรคขนาดกลางในช่วงปี 2562-2566 และล่าสุดเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ 192 เสียงในการเลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ. 2569
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากกระแสนิยมในตัวพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทยเสื่อมศรัทธาลง รวมทั้ง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” วางมือทางการเมือง ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” กลายเป็นหัวแถวพรรคอนุรักษนิยม
ขณะที่พรรคการเมืองในปีกฝ่ายค้านบางพรรค โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ ก็พร้อมเป็นคู่แข่ง เจาะทะลวงฐานเสียงในหลายพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทย
แน่นอนว่า บรรดาพรรคการเมืองเหล่านี้ก็ต้องใช้กลไกนิติบัญญัติตรวจสอบ เพื่อเรียกแต้มนิยมจากฐานเสียงพรรคภูมิใจไทย
อย่างไรก็ตาม แม้องคาพยพ “รัฐพันลึก” จะโอบอุ้มพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้อย่างแข็งแกร่งก็ตาม ทว่าในอนาคตก็ไม่มีใครล่วงรู้หรืออ่านใจองคาพยพชนชั้นนำในดุลอำนาจ “รัฐพันลึก” ที่มีผลต่อการกุมทิศทางการเมืองไทยได้
เพราะหากเมื่อใดพรรคภูมิใจไทยบริหารประเทศไม่มีประสิทธิภาพ เกิดสภาพต่อรองตำแหน่ง หรือเกิดการทุจริตเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องเกินควร บรรดาพรรคการเมืองอื่นก็พร้อมรอวันที่จะขึ้นมาแทนที่ในบทบาทพรรคหัวแถว“อนุรักษนิยม” ได้เมื่อนั้น





