วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม 2569

Login
Login

ปล่อยผีฮั้ว สว.-บัตร ‘บาร์โค้ด’ 2 ปมกังขา กกต. ลุ้นศาลชี้ขาด

ปล่อยผีฮั้ว สว.-บัตร ‘บาร์โค้ด’  2 ปมกังขา กกต. ลุ้นศาลชี้ขาด

แม้ว่าการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 จะผ่านไปแล้ว แต่ “ควันหลง” เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลยังคงคละคลุ้งอยู่ โดย “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยกให้การเลือกตั้งครั้งนี้ คือการเลือกตั้งครั้ง “สกปรก” ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยซ้ำ ในการอภิปรายก่อนโหวตนายกฯ เมื่อ 19 มี.ค.

ล่าสุด เมื่อ 20 มี.ค.สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “องค์กรอิสระ” หน่วยงานหลักที่จัดการเลือกตั้ง จัดงานพบปะสื่อมวลชนภายหลังการเลือกตั้ง 69 สิ้นสุดลง นับเป็นการพบปะหน้าสื่ออย่างเป็นทางการครั้งแรกของ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ซึ่งถูก “ตำบลกระสุนตก” ถล่มใส่ไปตั้งแต่เลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. หลังจากนั้นเขาแทบไม่ปรากฏตัวในทางสาธารณะอีกเลย

ในวันดังกล่าว “แสวง” เกริ่นว่า รอเวลานี้มานานที่ได้เจอพี่น้องสื่อ อยากให้มีวันแบบนี้เกิดขึ้น เพื่อคลายข้อสงสัยต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น พร้อมที่จะตอบเท่าที่จะตอบได้ พร้อมรับแรงกระแทก การทำงานของกกต.แบ่งเป็น 2 มิติคือ มิติ ความโปร่งใส ต้องเปิดเผยให้ประชาชนให้ทราบทุกเรื่อง และมิติในการทำงานด้านสำนวนต่าง ๆ ที่เป็นความลับ อาจจะไม่สามารถเปิดเผยได้ และอาจจะยังไม่ถึงเวลาที่จะให้ข้อมูล

สาระสำคัญคือ “แสวง” ยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ออกแบบระบบมาเพื่อให้เกิดความโปร่งใสทุกขั้นตอน ทุกกระบวนการทุกคนจะได้เห็น ยกเว้นขั้นตอนการรวมคะแนน ระบบออกแบบมาเพื่อป้องกันการทุจริต ถ้ามีเหตุแบบนั้นเราสามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ เพื่อให้ประชาชนที่แสดงเจตจำนงมีความหมาย ยืนยันว่าทุกคะแนนไม่มีความเสียหายและถูกนำมานับซึ่งทุกขั้นตอนประชาชนเห็น ยกเว้นแค่ช่วงรวมคะแนนที่เป็นการทำงานในเชิงธุรการ

ปล่อยผีฮั้ว สว.-บัตร ‘บาร์โค้ด’  2 ปมกังขา กกต. ลุ้นศาลชี้ขาด

แม้ “เลขา กกต.” จะยืนกรานว่าเลือกตั้งที่ผ่านมา “โปร่งใส-ไม่ผิดปกติ” ทว่ากลับปรากฎสารพัดข้อกังขา-ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 2 ประเด็นใหญ่ด้วยกัน

กรณี “บัตรเลือกตั้ง” ปรากฏ “บาร์โค้ด” บนบัตร จากการ “ถอดรหัส” โดยบรรดา “ฝ่ายค้าน-นักวิชาการ-อดีต กกต.-สื่อ” พบว่า สามารถสืบย้อนไปถึง “ต้นขั้ว” บัตรได้ ดังนั้นหากประกอบ “จิ๊กซอว์” ครบ 3 ส่วนคือ “ต้นขั้วบัตร-ใบลงคะแนน-รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” อาจสามารถรู้ได้ว่า ใครลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส่อทำให้การเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 หรือไม่

ประเด็นนี้ มีการร้องเรียนไปยัง 3 หน่วยงาน ปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการทั้งหมด ได้แก่ 

1.ในชั้นการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ สืบเนื่องจากภาคประชาชนร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาดว่า บัตรเลือกตั้งที่กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีรหัสแท่งบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด น่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนน ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่

เมื่อ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้เกี่ยวกับการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่ง หรือ บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะหรือกรณี มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการดำเนินการการเลือกตั้งของ กกต.

ปล่อยผีฮั้ว สว.-บัตร ‘บาร์โค้ด’  2 ปมกังขา กกต. ลุ้นศาลชี้ขาด

ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง รับไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยสั่งให้ กกต. ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน และให้ผู้ร้องรวมถึงผู้ถูกร้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐานต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้ได้รับหนังสือเรียก

2.ในชั้นศาลปกครอง มีภาคประชาชน และนักการเมืองบางคน ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครอง ใช้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้ประกาศผลการเลือกตั้ง เนื่องจากมีเหตุไม่ชอบมาพากลหลายประการ อย่างไรก็ดีปัจจุบัน กกต.ได้ประกาศผลการเลือกตั้ง และรับรอง สส.ไปหมดแล้ว จึงผ่านขั้นตอนดังกล่าวไปแล้ว

ทั้งนี้ ประวิตร บุญเทียม รองประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานกรรมการประชาสัมพันธ์ศาลปกครอง เปิดเผยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ศาลปกครองรับเรื่องไว้พิจารณาขณะนี้ มีทั้งหมด 18 คดี มีทั้งการฟ้องต่อศาลปกครองขั้นต้น และฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด 

จำแนกเป็น 8 เรื่อง ได้แก่ คดีเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง คดีลงทะเบียนใช้สิทธิประชามตินอกเขตเลือกตั้ง 3 วัน คดีการใช้คำว่า “เห็นชอบ” ในทำประชามติ คดีบัตรเขย่ง คดียุบรวมหีบเลือกตั้งโดยมิชอบ คดีการจัดการเลือกตั้งไม่สุจริต คดีฟ้องว่า ทำประชามติวันเดียวกับการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีบัตรลงคะแนนประชามติ บังคับให้ประชาชนกาออกเสียง แค่ “เห็นชอบ” กับ “ไม่เห็นชอบ”

3.ในชั้นศาลยุติธรรม โดยมีภาคประชาชน กลุ่ม สว.สำรอง รวมถึงอดีตผู้สมัคร สส.บางคน ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค หลายแห่ง 

หากโฟกัสเฉพาะที่ศาลคดีทุจริตกลางฯ คดีที่ภาคประชาชนยื่นฟ้อง ประธาน กกต.กับพวกรวม 8 คน ล่าสุดศาลมีคำสั่งให้ฝ่ายโจทก์แก้คำฟ้อง และสั่งให้ กกต.ชี้แจงข้อเท็จจริงกลับมาที่ศาล โดยศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องอีกครั้ง 19 พ.ค.นี้

ปล่อยผีฮั้ว สว.-บัตร ‘บาร์โค้ด’  2 ปมกังขา กกต. ลุ้นศาลชี้ขาด

ในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง คงต้องรอคำพิพากษา หรือคำวินิจฉัยอันถึงที่สุดในชั้นศาลต่าง ๆ ก่อน โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยมีผลผูกพันทุกองค์กร ที่สั่งให้ กกต.ชี้แจงภายใน 15 วันหลังรับคำร้อง นั่นคือจะครบกำหนดในวันที่ 8 เม.ย.นี้ (ไม่นับวันหยุดราชการ เสาร์-อาทิตย์) หลังจากนั้นต้องรอดูว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไรต่อไป

อีกเงื่อนปมสำคัญร้อนฉ่าซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วทุกหัวระแหง นั่นคือกระแสข่าวว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหา “คดีฮั้ว สว.” ทั้ง 229 คน ซึ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน รวมถึงเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง และเครือข่าย มีบางคนเป็น “ว่าที่รัฐมนตรี”ไม่มีความผิดในเรื่องนี้

โดยหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การตั้งคณะอนุฯชุดที่ 36 ส่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการประวิงเวลาไม่ชี้ขาดคดีฮั้ว สว.ซึ่งไต่สวนมาเกือบ 2 ปี และมีพยานหลักฐาน พฤติการณ์ และเส้นทางการเงินค่อนข้างชัดเจน จากการสืบสวนของ กกต.เอง และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ทำงานคู่ขนานกันไปในเรื่องคดีฟอกเงิน

อย่างไรก็ดีในวันพบปะสื่อมวลชน “แสวง บุญมี” ชี้แจงว่า สำนักงาน กกต.ทำตามกฎหมาย ขั้นตอนชอบด้วยกฎหมายระเบียบทุกขั้นตอน ถึงตรงนี้คณะอนุฯชุดที่ 36 ใช้เวลา 90 วัน น่าจะมีความเห็นไปแล้ว อยู่ระหว่างส่งมาให้สำนักงาน กกต. หลังจากนั้นจะทำเอกสารเสนอที่ประชุมใหญ่ กกต.พิจารณา

“ส่วนเรื่องที่เป็นข่าวไม่ว่าจะชั้นกรรมการสอบสวน หรือชั้นอนุกรรมการ ไม่มีใครทราบ คือคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นไม่ทราบ ยืนยันว่า กกต.รวม ถึงผมไม่มีใครทราบ เพียงแต่สอบถามว่า อยู่ในขั้นตอนใดแล้ว เพราะมีคนมาสอบถาม” แสวง ยืนยัน

ดังนั้น ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า “คดีฮั้ว สว.” น่าจะใกล้ถึง “บทสรุป” แล้วในอีกไม่นานนี้ หรือหากเป็นไปได้อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการ “ฟอร์ม ครม.ใหม่” ก็เป็นไปได้ แต่ผลลัพธ์จะออกมาเป็นตามกระแสข่าวหรือไม่ 

คดีที่เป็นจุดด่างพร้อยในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สุดท้ายจะกลายเป็น “มวยล้มต้มคนดู” เหมือนหลายเรื่องที่ผ่านมาไหม ต้องติดตาม