วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม 2569

Login
Login

ใช้ ม.161 ให้ ครม.มีอำนาจเต็ม แก้วิกฤติน้ำมัน เสี่ยงถูกตีความทางการเมือง

ใช้ ม.161 ให้ ครม.มีอำนาจเต็ม แก้วิกฤติน้ำมัน เสี่ยงถูกตีความทางการเมือง

นักวิชาการ มธ.ชี้ แนวคิด "บวรศักดิ์" ชี้ช่อง รธน. ม.161 ให้ ครม.มีอำนาจเต็มแก้วิกฤติน้ำมัน เพิ่มความเสี่ยงทางการเมือง อาจถูกตีความกฎหมาย ชี้ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการของรัฐบาล

จากกรณีที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 ตอนหนึ่งว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติฉุกเฉินด้านพลังงานที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ สามารถนำมาตรา 161 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญ มาใช้ได้ โดยในการทูลเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ จะมีการขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อให้ ครม. มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเพื่อแก้วิกฤติ แม้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

ล่าสุด ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นว่า แม้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 วรรค 3 และมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะเปิดช่องให้ ครม.ชุดใหม่ปฏิบัติหน้าที่ไปพลาง ก่อนถวายสัตย์ปฏิญาณ และการแถลงนโยบาย ในกรณีที่สำคัญและเร่งด่วน แต่ส่วนตัวมองว่า การมีอำนาจเต็มที่เร็วขึ้นของ ครม.ชุดใหม่ ไม่น่าจะมีนัยสำคัญพอ ที่จะคลี่คลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทันที 

โจทย์ของการแก้ไขวิกฤติพลังงานของไทยในครั้งนี้ น่าจะอยู่ที่การบริหารจัดการที่ดูจะยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร รวมไปถึงผลกระทบของวิกฤติพลังงานในปัจจุบัน ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถแก้ไขได้ในทันที

เช่น การจัดหาน้ำมันสำรองจากแหล่งอื่นเพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องใช้เวลาอีกพอสมควร เนื่องจากต้องมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การขนส่ง และกระบวนการบริหารจัดการต่างๆ ประกอบกับสงครามในอิหร่านมีแนวโน้มยืดเยื้อและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักในโลก จะทำให้ความต้องการน้ำมันในโลกสูงขึ้นไปอีก

ใช้ ม.161 ให้ ครม.มีอำนาจเต็ม แก้วิกฤติน้ำมัน เสี่ยงถูกตีความทางการเมือง

ทั้งนี้ แม้แต่การออก พ.ร.ก.เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้สำหรับเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการงดเว้นเก็บภาษีสรรพสามิตของน้ำมัน ซึ่งเดิมตอนเป็น ครม.รักษาการไม่สามารถทำได้ แต่การดำเนินการ 2 สิ่งนี้ ก็ยังไม่ได้สร้างหลักประกัน และความเชื่อมั่นได้ว่าจะทำให้ประชาชน และภาคธุรกิจอุตสาหกรรม หรือภาคการเกษตรจะมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอ หรือแม้แต่ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติพลังงานในทันที

เดิม ครม.รักษาการไม่สามารถทำ 2 เรื่องดังกล่าวได้ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ที่ไม่ให้ครม.รักษาการอนุมัติโครงการที่เป็นการผูกพันไปถึง ครม. ชุดใหม่ ซึ่งก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ที่ผ่านมาแนวทางในการรับมือวิกฤติพลังงานจะเป็นการขอความร่วมมือ Work Form Home ประหยัดน้ำมัน หรือการจัดการเรื่องการขนส่ง

แน่นอนว่าวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ต้องการ ครม.ที่มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการในทันที แต่โจทย์ที่สำคัญและท้าทายกว่า คือ ถ้ามีอำนาจเต็มเร็วขึ้นแล้วจะสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้นด้วยหรือไม่ 

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวคิดว่า ครม.ชุดใหม่จะใช้ช่องทางปกติในการตั้ง ครม.ที่มีความปลอดภัยมากกว่า และคงไม่ใช้มาตรา 161 วรรค 3 และมาตรา 162 เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางการเมือง คือ

1. ไม่เคยมีการใช้มาตรานี้มาก่อน ไม่มีบรรทัดฐานในการใช้ โดยเฉพาะการตีความคำว่าจำเป็นเร่งด่วน

2. ถ้ามีอำนาจเต็มจริงแล้ว และเดินหน้าทำมาตรการต่างๆ แต่ถ้าผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ได้คลี่คลายสถานการณ์ได้ในทันที ก็จะกลายเป็นส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลแทน เพราะวิกฤติพลังงานจะเป็นจุดตั้งต้นไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจอื่นๆ โดยเฉพาะค่าครองชีพ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันที่จะขยับตัวสูงขึ้นตามมา

หากอิงตามไทม์ไลน์ที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ เปิดเผยออกมา คือ ตามกระบวนการปกติคาดว่าจะได้ ครม.ชุดใหม่ประมาณ 10 – 11 เม.ย. 2569 หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน 16 เม.ย. 2569 ดังนั้น คิดว่าถ้าจะใช้มาตรา 161 วรรค 3 และมาตรา 162 ก็จะทำให้ได้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มที่เร็วขึ้นเล็กน้อย

เพราะตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ครม. ที่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแล้ว ถ้ามีกรณีที่สำคัญ หรือจำเป็นเร่งด่วน ที่ถ้าปล่อยไปเนิ่นช้าจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเท่าที่จำเป็นได้ 

"แน่นอนว่า ในสถานการณ์วิกฤติพลังงานตอนนี้ ซึ่งหนักหน่วงรุนแรงก็ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มอยู่แล้วเพื่อรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เช่น มาตรการทางภาษี การออกพระราชกำหนดเงินกู้ จากที่ผ่านมารัฐบาลรักษาการจะทำได้เพียงมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การใช้กองทุนน้ำมันชดเชย การจัดการ Supply น้ำมัน การขอความร่วมมือ Work From Home เปิดแอร์ 26 องศาฯ ไม่ใส่สูท ฯลฯ"

"ฉะนั้นในแง่ความสำคัญของการมีอำนาจเต็มก็สำคัญ แต่คิดว่าการมีอำนาจเต็มเร็วขึ้นไม่น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างมีนัยสำคัญได้ในทันที เพราะวิกฤตินี้ มีแนวโน้มยืดเยื้อ และกว่าที่นโยบายจะเห็นผล ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่ง ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะทันกับการแก้ไขและรับมือความเดือดร้อนจากภาคส่วนต่างๆ ได้หรือไม่” ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว