ดราม่า“ชุดไทย” ยังไม่ทันจบ หลังคนไทยไม่พอใจที่“กัมพูชา” ลอกเลียนแบบวัฒนธรรมไทย โดยการเคลมชุดไทย เป็นชุดประจำชาติและเตรียมเสนอขึ้นทะเบียนยูเนสโกปี 2570 นี้
แม้ “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” รมว.วัฒนธรรมไทย จะออกมายืนยันให้คลายความกังวล ว่าไม่กระทบ เพราะ “ชุดไทยพระราชนิยม” 8 ชุด (Chud Thai) มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage) จะเข้าสู่การพิจารณายูเนสโกในปีนี้
แต่พลันที่เพจ “กระทรวงวัฒนธรรม” โพสต์ข้อความชี้แจง เรื่องการผลักดันชุดไทยต่อยูเนสโกในปลายปีนี้ มีเป้าหมายคุ้มครอง และสืบสาน “มิใช่การแข่งขันระหว่างประเทศ” พร้อมกับยก “กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003” โดยระบุว่า “มิได้มีเจตนาเพื่อรับรองความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวของประเทศใดประเทศหนึ่ง เนื่องจากมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลายรายการอาจมีปรากฏในหลายประเทศได้”
จุดยืนดังกล่าว ทำให้ทัวร์เลี้ยวไปลงที่กระทรวงวัฒนธรรม เพราะเห็นว่า คำชี้แจงลักษณะดังกล่าว สะท้อนว่าประเทศอื่นสามารถกล่าวอ้างชุดประจำชาติอื่นเป็นของตนเองได้หรือไม่ และควรแยกให้ออกระหว่าง “วัฒนธรรมร่วมตามธรรมชาติ” กับ “งานสร้างสรรค์ทางภูมิปัญญาที่มีแบบแผนเฉพาะตัว”
ตามมาติดๆ กรณีกัมพูชาเผยแพร่ภาพ เศียรพระพุทธรูปที่ติดอยู่กับรากต้นโพธิ์ ที่วัดสวายจรม (Svay Chrum) จังหวัดกันดาล ถูกตั้งข้อสังเกต เป็นการลอกเลียนแบบเศียรพระในรากโพธิ์ ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของไทยหรือไม่
กระทั่งถูกมือดีตัดต่อภาพ “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ใส่ในรากไม้แทนเศียรพระ ถูกเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียที่ไร้พรมแดน
กรณีนี้ พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) เปิดเผยว่า กัมพูชาได้ติดต่อประสานมา และทางหน่วยงานด้านข้อมูลข่าวสารของไทยและกัมพูชา ได้ดำเนินการประสานงานอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กลไกที่กำหนดไว้ใน Joint Statement จากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 ธ.ค.68 ข้อ16 ของถ้อยแถลงร่วมฯ ซึ่งกำหนดว่า
”คณะทำงานที่รับผิดชอบการแถลงข่าวทางการของทั้งสองฝ่าย จะรักษาการสื่อสารโดยตรงและอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันและจัดการข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จอย่างมีประสิทธิผล ตลอดจนทำให้เกิดความโปร่งใส และความถูกต้องของข่าวสารและรายงานต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน“
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อกังวลเกี่ยวกับเนื้อหาบางส่วนบนสื่อสังคมออนไลน์ที่มีลักษณะ ยั่วยุ ล้อเลียน หรือกล่าวร้าย ซึ่งอาจกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั้งสองประเทศ และอาจส่งผลต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างกัน
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า การเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับมาตรการลดความตึงเครียด ข้อ 8 ของถ้อยแถลงร่วมฯ ซึ่งระบุว่า "ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ที่จะงดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม เพื่อลดความตึงเครียด ลดความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ" พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
ทว่า คำพูดและการกระทำของกัมพูชา ตั้งแต่ระดับนโยบายจนไปถึงระดับปฏิบัติมักสวนทางกัน ดังเช่น คำกล่าวของ “ฮุน มานี” รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงราชการพลเรือนของกัมพูชา มีขึ้นในงานฉลองวันวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อ 3 มี.ค.2569 ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลกัมพูชา ที่จะเดินหน้าปกป้องดินแดน
พร้อมยอมรับว่า การใช้กำลังทหารไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง โดยพิจารณาจากความขัดแย้งปี 2497 และ 2551 ที่ได้รับการแก้ไขผ่านทางการทูต การเมือง และกระบวนการทางกฎหมาย และมุ่งหวังทางออกที่สันติ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ เพราะเพื่อนบ้านไม่สามารถแยกจากกันได้
ทว่าระหว่างการพบกันของ “เจียม เยียบ” รองประธานสภาคนที่ 1 ของกัมพูชา กับ ยุน ฮู-ดุก สมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้ เมื่อ 9 มี.ค.2569 ได้ขอให้รัฐบาลเกาหลีทบทวนเงื่อนไขการขายเครื่องบินรบให้ไทย เพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาคและป้องกันการรุกราน
“สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ ตอบโต้ทันควัน ชี้ให้เห็นถึงคำพูด และการกระทำของกัมพูชาที่ไม่สอดคล้องกัน ขอให้หยุดการดำเนินการใดๆ ในการแทรกแซงกิจการภายในของไทย และดึงประเทศที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้สถานการณ์ยุ่งยากไปกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อให้เห็นเส้นทางที่ชัดเจนขึ้น ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ขณะที่ระดับพื้นที่ชายแดน ทหารไทยยังถูกยั่วยุจากทหารกัมพูชาหลายครั้ง ทั้งกรณีไฟเผาป่า ยิงปืนเข้ามาพื้นที่ไทย โดยอ้างทหารขาดระเบียบวินัย ตลอดจนถึงการก่อกวน การปฏิบัติงานทหารไทย ในการขุดคูเลต พยายามรื้อรั้วลวดหนาม และพยายามทำลายตู้คอนเทนเนอร์ของไทย ที่ขวางกั้นพรมแดนเพื่อป้องกันการเผชิญหน้า
ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด หลังไทยมีรัฐบาลชุดใหม่ ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังมีหลายประเด็นต้องสะสาง จะราบรื่นด้วยแนวทางสันติ หรือ มีเหตุให้ต้องกระทบกระทั่ง ดังคำกล่าวของฮุน เซน ระหว่างปี 2551-2554
"สองประเทศของเราไม่ต่างจากลิ้นกับฟัน เราอยู่ไม่ได้หากปราศจากกันและกัน แต่บางครั้งฟันก็กัดลิ้น ทำให้ลิ้นร้องลั่น และบางครั้งการกัดก็ไม่ได้อยู่ที่ลิ้น แต่เป็นกัดที่ฟันทำให้ฟันหัก”
ปมขัดแย้งที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องอธิปไตย แต่ยังลามไปถึงการลอกเลียนวัฒนธรรม หรือแม้แต่ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา ที่มี พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหมกัมพูชา นั่งเป็นผู้อำนวยการ ก็ยังลอกเลียนแบบศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ของไทย
ศึกรักษาอธิปไตยไทย-กัมพูชา ที่ยังระอุคุกรุ่น อาจยังไม่มีปัจจัยให้ปะทุในเร็ววันนี้ แต่กัมพูชาก็ยังเปิดแนบรบศึกซอฟต์พาวเวอร์ ยัวยุไทยไม่หยุดหย่อน





