มติศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาวินิจฉัยด้วยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง ถึงปมปัญหาการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 กรณีมีการใช้บัตรเลือกตั้งติดรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์โค้ด (QR Code) ซึ่งถูกร้องเรียนว่าอาจสามารถสืบทราบตัวตน และผลการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิ ทำให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยลับและอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา
ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต.ส่งคำชี้แจงแก้ข้อความภายใน 15 วัน ท่ามกลางการลุ้นระทึก ว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดจะทำให้ รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถือใบอนุญาตจัดตั้งเวลานี้จะต้องล่มลงก่อนจัดตั้งครม.ชุดใหม่หรือไม่
สำหรับมติเสียงข้างมาก 6 เสียงที่เห็นควรให้รับคำร้องไว้ เพราะเป็นการยื่นคำร้องที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ขณะที่บรรดานักเลือกตั้ง สส.ในสภาฯ ในซีกแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเวลานี้ ประเมินฉากทัศน์ไว้ว่า โอกาสที่การเลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ. 2569 ไม่น่าจะโมฆะ เพราะอย่างที่ลับรู้ว่าเวลานี้ “พรรคภูมิใจไทย” มีแต้มต่อทางการเมืองที่มีใบอนุญาตจัดตั้งรัฐบาลสูงกว่าทุกพรรค สามารถใช้สรรพกำลังความเป็นรัฐบาลรักษาการในการชนะเลือกตั้งจนได้ สส.เกือบ 200 เสียง
ที่สำคัญ “รัฐพันลึก” ยังเป็นเงาฉากหลัง เกราะคุ้มครองอำนาจรัฐให้กับพรรคภูมิใจไทย
ตรงนี้เองทำให้ บรรดานักเลือกตั้งในปีกพรรคน้ำเงินและพรรคสีแดง เชื่อมั่นว่า แม้ กกต.จะรับรองผลเลือกตั้ง สส.ไปแล้ว 499 คน มีการโหวตเลือกประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็ไม่ทำให้กระดานอำนาจรัฐเวลานี้ต้องล้มลง
ขณะที่ สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ กลับเห็นแย้งฉากทัศน์ที่การเลือกตั้งจะไม่โมฆะ โดยเขาวิเคราะห์ตามข้อกฎหมายว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสที่จะเดินไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยเห็นว่า มติเสียงข้างน้อย 3 เสียงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น มองว่าไม่มีประเด็นที่เข้าข่ายการกระทำผิดรัฐธรมนูญ และเป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง สส.และกฎหมายว่าด้วย กกต. ซึ่งส่วนตัวมองว่าเสียงข้างมากที่รับคำร้องไว้นั้นถูกต้องตามหลักกฎหมายแล้ว
ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญต้องยึด 1.หลักความเป็นกฎหมายสูงสุด 2.หลักพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และ3.ยึดหลักตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในส่วน กกต.
“ระบบที่ กกต.ใช้อำนาจรับรองผลเลือกตั้ง สามารถเทียบเคียงได้กับคดีที่ศาลฎีกาสหราชอาณาจักรเคยวินิจฉัยกรณีเบร็กซิท ( Brexit) อังกฤษออกจากเครือสหภาพยุโรป ซึ่งเทียบเคียงได้ ซึ่งเคยปัญหาว่านายกฯ รีบปิดประชุมสภาก่อนอภิปรายในประเด็นเบร็กซิต ทำให้เรื่องถูกฟ้องขึ้นสู่ศาลฎีกาเครือสหราชอาณาจักร ซึ่งการที่นายกฯ อังกฤษนำความทูลเกล้าฯ ขอปิดสภาเป็นโมฆะ กรณีเลือกตั้ง 8 ก.พ.ของไทยจึงเทียบได้อย่างนั้น” สุโรจน์ย้ำ
อีกทั้ง เมื่อ กกต.ใช้อำนาจด้วยการประกาศรับรองผลเลือกตั้งไปก่อน ยังเป็นการขัดขวางการใช้อำนาจขององค์กรอิสระด้วยกัน ทั้งที่ กกต.มีอำนาจประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส.ได้อย่างช้าไม่เกิน 60 วันนับจากวันเลือกตั้งทั่วไป คือวันที่ 9 เม.ย.2569 ทว่า กกต.กลับชิงประกาศรับรองผลเลือกตั้งไปก่อน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของ กกต.
ส่วนไทม์ไลน์การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าทั้งหมดจะเสร็จสิ้นก่อน 60 วัน นับจากวันเลือกตั้ง และตามกฎหมายก็ให้อำนาจศาลพิจารณาโดยไม่ชักช้า
แม้ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกฯ จะออกมาการันตีว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งกรณีมีบาร์โค้ดนั้น แต่อดีตผู้พิพากษากลับมองว่า ในต่างประเทศไม่มีการระบุบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง แต่การระบุไว้นั้นสามารถทำให้ตรวจสอบได้ และจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ
“โดยหลักการตีความ จะต้องไม่มีช่องว่าง มันอันตรายอย่าง พอ 22 ก.พ. ที่มีการเลือกตั้งใหม่ กกต.ก็ไม่มีการระบุบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเสมือนเป็นการยอมรับของ กกต.”
แนวทางการวินิจฉัยทำให้ “สุโรจน์” ชี้ฉากทัศน์กระบวนการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ เหลือเพียงวินิจฉัยเพียงข้อกฎหมายเท่านั้น โดยศาลรัฐธรรมนูญจะต้องชี้ผลออกมาให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ โดยรัฐบาลจะต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไประหว่างเลือกตั้งใหม่
“ถ้าเรายึดหลักกฎหมาย ก็ต้องจำเป็นเลือกตั้งใหม่ อย่าไปเสียดายเสียเวลา เพราะปัจจุบันระบบรัฐธรรมนูญดีอยู่แล้ว แต่อยู่คนใช้ ถ้า กกต.รอเวลา ยังไม่รับรองผลเลือกตั้ง การประชุมสภาก็จะไม่เกิดขึ้น หากศาลไม่ยึดหลักกฎหมายปัญหาจะเกิดในเรื่องบรรทัดฐานการตีความโดยเฉพาะระบบพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และความน่าเชื่อถือของตุลาการ หากวินิจฉัยดีก็จะเป็นการพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน”
เมื่อบ้านเมืองกำลังมีปัญหาในข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้มีการเปิดประชุมรัฐสภา มีการโหวตเลือกประธานสภาฯ การเร่งรีบรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ของ กกต. ทั้งที่ควรรอการพิจาณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ทำให้นักกฎหมายและอดีตผู้พิพากษาบางรายมองว่า การรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคสี่ และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ฯ มาตรา127วรรคหนึ่ง จึงอยู่บนพื้นฐานของการใช้ดุลพินิจที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
ขณะที่นักวิชาการซึ่งเชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กลับเห็นต่างอดีตผู้พิพากษา "สุโรจน์" โดยมองว่าการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ แม้ประเทศอังกฤษ และสิงคโปร์ บัตรเลือกตั้ง จะมี serial number เหมือนบาร์โค้ด และกรณีของไทยที่บัตรเลือกตั้ง สส.มีบาร์โค้ดนั้น หากจะวินิจฉัยลำพังเพียงแค่ บัตรเลือกตั้งขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับเท่านั้น แต่ไม่ร้ายแรง เพียงพอที่จะทำลายเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ได้
เนื่องด้วยการมีบาร์โค้ดนั้น เพิ่งมารู้ เป็นข่าว หลังเลือกตั้ง 2 วัน และบาร์โค้ดมาสามารถสืบย้อนกลับถึงบัตรเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิแต่ละคนได้ ภายหลังการเลือกตั้ง 4 วัน ดังนั้นหมายความว่า ณ วันเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงเรื่องบาร์โค้ดสามารถสืบย้อนกลับได้นั้น ไม่ได้มีผลใดๆ ต่อการตัดสินใจของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง
"ดังนั้น การขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับ เพราะเหตุที่ใช้บาร์โค้ดและอาจสืบย้อนถึงตัวผู้ใช้สิทธิได้ จึงเป็นเรื่องในเชิงหลักการ ไม่ได้ส่งผลในทางข้อเท็จจริงที่จะทำให้กระทบต่อการแสดงเจตจำนงโดยเสรีของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง (free expression of electoral opinion) ของการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พฤติการณ์จึงมิได้ร้ายแรงถึงขนาดทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม"
กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญ สามารถออกคำแนะนำว่า ยกเลิกแนวปฎิบัติที่ใช้บาร์โค้ดระบุตัวบุคคลลได้ โดยใช้บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดระบุระดับเล่มที่ของบัตรเลือกตั้งได้ หากการเลือกตั้งถ้าเป็นโมฆะจะต้องเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ ขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ
ประเมินฉากทัศน์คดีร้อนบัตรเลือกตั้งไม่ลับ เพราะเหตุมี “บาร์โค้ด” จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความศรัทธาและการตีความในระบบยุติธรรมอีกครั้งของศาลรัฐธรรมนูญ
ผลวินิจฉัยคงมีเพียง 2 คำตอบเท่านั้น 1.กรณีเลือกตั้งเป็นโมฆะ ย่อมกระทบต่อดุลอำนาจพรรคสีน้ำเงินอย่างเลี่ยงไม่ได้และการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าจัดคณะรัฐมนตรีให้เสร็จสิ้นก่อนสงกรานต์ที่จะถึงนี้
2.หากผลเลือกตั้งไม่โมฆะ แน่นอนว่า “พรรคภูมิใจไทย” ย่อมเป็นราชสีห์ เหมือนพยัคฆ์ติดปีกที่โค่นลงได้ยาก หากทุกองคาพยพ ล้วนเป็นคุณอยู่ข้างขั้วสีน้ำเงิน ยิ่งจะทำให้เกิดคำถามที่ค้างคาในใจของฝั่งผู้ถูกกระทำอยู่บ่อยครั้งเสมอว่าหรือ “กระบวนยุติธรรม” ภายใต้ “รัฐพันลึก” สามารถจำแนกได้ 2 จำพวกหรือไม่





