เกมพลิกกระดานการเมืองจาก “พรรคแกนนำ” สู่ “พรรคแกนตาม” ทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ต้องเผชิญโจทย์ยากในการกอบกู้สถานะและความนิยมกลับมา แต่เมื่อตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลสีน้ำเงิน มีเพียงทางเดียวที่ “รัฐมนตรีค่ายแดง” ต้องทำ คือการสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์
โควตารัฐมนตรี “5 รมว. + 3 รมช.” ถือเป็นเดิมพันของ “เพื่อไทย” ในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เช่นเดียวกับ “ตระกูลชินวัตร” ต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้เลือก” เป็นผู้ถูกเลือก เนื่องจากแรงต่อรองทางการเมืองมีไม่มากเหมือนเก่า
ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าว “2 ส.” สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ โดนเตะสกัด ไม่ให้เข้าไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี โดยมีข่าวปล่อย “บิ๊กน้ำเงิน” ยื่นโนติส กาชื่อ “สมศักดิ์-สุริยะ” ออกจาก “ครม.อนุทิน”
ทว่า “เพื่อไทย” ยืนกรานเสียงแข็ง ขอคัดเลือกบุคลากรภายใน เพื่อนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีด้วยตัวเอง ทำให้ “บิ๊กน้ำเงิน” ต้องยอมถอยฉากออกเช่นกัน แต่จำนวนคนที่เกินโควตา ทำให้ล่าสุด จึงมีเพียงชื่อของ “สุริยะ” ที่เข้าวิน ส่วนชื่อของ “สมศักดิ์” โอกาสหลุดโผค่อนข้างสูง
หลังจากนั้น กระแสข่าวโผ ครม.และการจัดวางคนของ “เพื่อไทย” ได้กลายเป็นเรื่องที่สร้างความแตกแยกในพรรคอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดความไม่เป็นธรรม หากยึดโควตาตามสัดส่วนของ “สส.” และผลงานหลังการเลือกตั้ง มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งหัวหน้า จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
เลขาฯพรรค ประเสริฐ จันทรรวงทอง แทบไม่มี สส.ในสังกัด หากเทียบกับ “บ้านใหญ่”หลายจังหวัด ที่ทำผลงานนำสส.เข้ามาได้ แม้จะไม่ชนะยกจังหวัด แต่มีตัวเลขมาเติมให้พรรคมากกว่า
รอยร้าวใน“เพื่อไทย”ยากจะสมานได้ทันที เนื่องจากบรรดา “บ้านใหญ่” เคยมีบทเรียนมาแล้ว จาก “ครม.เศรษฐา” ถึง “ครม.แพทองธาร” ที่เคยมีสัญญาใจ แต่รัฐบาลตกม้าตายเสียก่อน มารอบนี้ จึงไม่มีใครคาดหวังสัญญาใจในอดีต แต่ต้องการเก้าอี้รัฐมนตรีเยียวยาใจทันที
สถานการณ์ในพรรค ในยามที่“นายใหญ่” ทักษิณ ยังอยู่ในเรือนจำ ดังนั้นการบริหารจัดการ เพื่อแก้ปัญหา เคลียร์ใจบรรดา“แกนนำ - สส.” จึงทำได้ยาก ระยะหลังจึงปรากฏภาพ “นายน้อย” แพทองธาร เดินทางเข้าเรือนจำ เพื่อปรึกษาผู้เป็นพ่อบ่อยครั้ง
หัวข้อหลักการสนทนาระหว่างสองพ่อลูก เลี่ยงไม่พ้นเรื่องโควตารัฐมนตรี ที่ต้องบาลานซ์ ระหว่างสายตรง “ชินวัตร - บ้านใหญ่” ให้สมดุล ไม่ให้กระทบต่อภาพรวมของพรรค
แม้ก่อนหน้านี้ คุณหญิงพจมาน นายหญิงบ้านจันทร์ส่องหล้า จะเข้ามาบริหารจัดการแทนชั่วคราว จะปิดจบตำแหน่งหลัก “5 รมว.” กับพรรคแกนนำรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้ว แต่ตัวบุคคลที่จัดวางในบางตำแหน่งยังเป็นเรื่องที่บ้านใหญ่ไม่พอใจ
จึงต้องลุ้นว่า โควตา “หัวหน้าหนิม”จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน “เลขาฯประเสริฐ” รมว.ศึกษาธิการ “ปุ๋ง”สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะมีการสลับสับเปลี่ยนกันในนาทีสุดท้ายหรือไม่
ขณะที่โควตา 2 เก้าอี้ ว่าที่แกนนำพรรค และกลุ่มทุน ไร้ปัญหา ในการผลักดัน “ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นั่งรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และ“เดอะซัน” สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั่งรมว.เกษตรและสหกรณ์
ในส่วนของ “3 รมช.” ที่เหลือ เป็นโควตาที่ต้องจัดสรรให้ “กลุ่มสส.-บ้านใหญ่” ที่รักษาฐานที่มั่นเอาไว้ได้ โดยมีรายชื่อแคนดิเดต “พัฒนา สัพโส” สส.สกลนคร “วิรัช พิมพะนิตย์” สส.กาฬสินธุ์ “ศุภชัย นพขำ” สส.ปทุมธานี “ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” สส.เชียงราย
การตกอยู่ในสภาพพรรคต่ำร้อย ตำแหน่งย่อมไม่เพียงพอ จึงต้องบริหารจัดการไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม ทำให้“ตระกูลชินวัตร” ต้องคลายการรวบอำนาจไว้ให้สายตรง โดยเฉพาะ “ทีมห้องแอร์” ที่ต้องถูกตัดออกไปก่อน
ส่วนราย“สมศักดิ์ เทพสุทิน” แม่ทัพน้อยของพรรค ที่หลุดโผรอบแรก ก็ต้องลุ้นว่า จะได้รับการเยียวยาด้วยวิธีไหน เพื่อตอบแทนการทำงาน แม้ไม่เป็นไปตามเป้า
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย เมื่อยังมีโอกาสกลับเข้าสู่อำนาจการเมือง จึงต้องจับตาการจัดทัพใหม่ หลัง“นายใหญ่” ได้อิสรภาพ และจำเป็นต้องลดบทบาททางการเมืองหน้าฉาก โดยมอบหมายให้“นายน้อย”มีบทบาทในการบริหารจัดการพรรค เพื่อสนับสนุนทายาทการเมืองแถวถัดไป อย่าง ดร.เชน ยศชนัน
เวลานี้ “แพทองธาร” ยังมีสถานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่กำลังอัปเกรดเป็น“มาดามอิ๊งค์” ศูนย์อำนาจของพรรค ในการพลิกฟื้นเพื่อไทยกลับมายืนหัวแถวให้ได้





