สภาผู้แทนราษฎรนัดโหวตนายกรัฐมนตรี 19 มี.ค. “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคภูมิใจไทย เชื่อมั่นว่าจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย และไม่กังวลต่อการเล่นเกมการเมือง หรือใช้เวทีสภาฯ เพื่อหาแสง
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ “ประธานโสภณ” มั่นใจ เพราะการคุมเกมเสียงข้างมากที่พรรคภูมิใจไทยได้แนวร่วมจัดตั้งรัฐบาล และสนับสนุนให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นั่งนายกฯ ต่อเนื่อง หากนับเป็นคะแนนแล้วเฉียด 300 เสียง ถือว่าเกินครึ่งของ สส.ในสภาฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 499 คน
ทว่า ในความเรียบร้อยที่ทุกฝ่ายคาดหวังอยากให้เกิดขึ้น ในข้อเท็จจริง และการปฏิบัติอาจไม่เป็นแบบนั้น เพราะนักการเมืองร้อยพ่อพันแม่ ย่อมต้องหาทางเพื่อให้ตัวเองมีบทบาท
ดังนั้น ในการรับมือของเรื่องนี้ พรรคภูมิใจไทยจึงใช้ยุทธการ “เปิดก่อน ได้เปรียบ” ผ่านการจัดสรรเวลาให้เวลา “สส.” แต่ละพรรคได้อภิปรายก่อนโหวตนายกฯ 2 ชั่วโมง โดยที่ไม่ต้องร้องขอ
เรื่องนี้ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สส.ประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ประธานสภาฯ ได้นัดหารือหัวหน้าพรรค โดย ภราดร ปริศนานันทกุล จากภูมิใจไทย ประสานมาว่า ก่อนเริ่มโหวตนายกฯ จะให้เวลาอภิปราย 2 ชั่วโมง แบ่งเป็นฝ่ายค้าน 1 ชั่วโมง และฝ่ายรัฐบาล 1 ชั่วโมง ซึ่งประชาธิปัตย์ มอบหมายให้หัวหน้า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อภิปราย
ประเด็นที่จะถูกยกมาเปิดฟลอร์ก่อนโหวตนายกฯ จะว่าด้วยคุณสมบัติของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด อาจเรียกได้ว่าเป็นการเมืองเชิงรุก ที่ต้องการให้ “สส.รัฐบาล” อวยนายกฯ
ขณะเดียวกัน อาจใช้เป็นช่องทางดิสเครดิต เรื่องคุณสมบัติคู่ท้าชิง ที่ “พรรคประชาชน” เตรียมเสนอชื่อ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” แคนดิเดตนายกฯ ซึ่งยามนี้ยังมีคดีจริยธรรมที่รอการชี้ขาด
อย่างไรก็ดี เรื่องเกมในสภาฯ ของพรรคประชาชน ที่ยามนี้ไม่ใช่ละอ่อนการเมือง เพราะผ่านสมรภูมิมาแล้วถึง 3 สมัย เชื่อได้ว่าคงไม่ยอมถูกรุมกลางสภาฯ และอาจตอบโต้ด้วยประเด็นรอยด่างพร้อยของ “อนุทิน” เช่นกัน
นอกจากนั้นแล้ว ในจังหวะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติข้างมากรับคำร้อง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ที่ให้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการจัดการเลือกตั้ง สส. เมื่อ 8 ก.พ. กรณีการออกเสียงลงคะแนนไม่ลับ เพราะมี “บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งสามารถสืบทราบ ตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน และผลการลงคะแนนได้
เวทีสภาฯ ยังสามารถจับมาอภิปราย เพื่อสะท้อนความแคลงใจ ต่อความชอบธรรมในกระบวนการเลือกนายกฯ ที่ตั้งประเด็นได้ว่า ควรเดินหน้าต่อหรือพักไว้ก่อน
แม้ในทางกฎหมาย 2 เรื่องนี้ไม่มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่ง "คมสัน โพธิ์คง” นักวิชาการด้านกฎหมาย ยืนยันว่า การโหวตเลือกนายกฯ วันนี้ทำได้ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไว้พิจารณา เพราะเป็นเพียงการรับเรื่องตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ว่าด้วยวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่มีคำชี้ชัดว่า กระบวนการจัดการเลือกตั้งที่มีปัญหาจริงตามคำร้อง
“กระบวนการเลือกนายกฯ ในสภาฯ ยังคงเดินหน้าต่อได้ ไม่กระทบ เพราะในแง่ของการบริหารราชการและตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ การจัดตั้งรัฐบาลนั้นรอไม่ได้ แม้จะบอกว่าปัจจุบันยังมีรัฐบาลชุดรักษาการทำหน้าที่ได้ แต่ในแง่ของการบริหารประเทศ จำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม หากชะลอโหวตนายกฯ ออกไปจนกว่าจะรู้คำตัดสิน ซึ่งบอกไม่ได้ว่านานเท่าใด อาจเกิดความเสียหายได้ เช่น การจัดทำงบประมาณประจำปี เป็นต้น” อ.คมสัน ให้มุมมอง
แม้กฎหมายจะไม่ทำให้สะดุด แต่ในมิติการเมือง อาจถูกยกมาเพื่อใช้เป็นเกมประลองพลังได้
โดยเฉพาะการลองของประธานสภาฯคนใหม่ “โสภณ ซารัมย์” จะทำหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรมได้จริง ตามที่แสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาฯ โดยไม่มีท่าทีปกป้องนาย หรือไม่
ขณะเดียวกันเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องการเมืองในสภาฯ เท่านั้น เพราะมีประเด็นผูกโยงกับ การเมืองนอกสภาฯ เพราะอย่าลืมว่าสถานการณ์ที่เดินมาสู่วันที่ ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ถูกขับเคลื่อนมาจาก “พรรคประชาชน” ที่ลุกประกาศว่า “เรายอมรับผลการเลือกตั้งแพ้-ชนะเป็นเรื่องยอมรับได้ แต่โกงการนับคะแนนเรารับไม่ได้”
จนนำไปสู่การเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ และ “ด้อมส้ม” ขยายผลเป็นประเด็นเลือกตั้งโมฆะ ขณะเดียวกัน “นักร้องเรียน” พาเหรดยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ดังนั้นจึงเป็น แรงจูงใจที่ “สส.ส้ม” ต้องเคลื่อนต่อในสภาฯ อย่างน้อย คือการตั้งคำถามต่อความชอบธรรม ในกระบวนการโหวตนายกฯ ที่อาจโยงได้ว่า กระบวนการเลือกตั้ง สส.ที่รอชี้ขาดว่า ชอบธรรมหรือไม่
ดังนั้น สส.ในฐานะผู้ลงคะแนนโหวตนายกฯ ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ย่อมทำให้การทำหน้าที่ เช่น โหวตนายกฯไม่ชอบเช่นเดียวกัน และอาจนำไปสู่ “นายกฯโมฆะ” ได้
อย่างไรก็ดี ในประเด็นนี้ ได้มีการเตรียมความพร้อมจากฝ่ายกฎหมายของภูมิใจไทย และของสภาฯ ได้หาข้อมูล และแง่มุมที่เกี่ยวข้องไว้รับมือแล้ว โดยเฉพาะในแง่ของความชอบธรรมของ สส.ต่อการทำหน้าที่โหวตนายกฯ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของ สส.ซึ่งผ่านกระบวนการเลือกตั้งจากประชาชน
ขณะที่คำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะกำหนดให้คำวินิจฉัยมีผลผูกพันกับทุกองค์กร แต่ในชั้นนี้ยังไปไม่ถึงกระบวนการชี้ขาด หรือมีคำวินิจฉัย อีกทั้งยังอยู่ในขั้นตอนขั้นต้นที่ให้ “กกต.-เลขาธิการกกต.-สำนักงาน กกต.” ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ภายใน 15 วัน
“เมื่อยังไม่ทราบผลวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ จึงเป็นไปหน้าที่โดยชอบของสภาฯ ต่อการโหวตเลือกนายกฯ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรรมนูญ หรือแม้แต่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้กระบวนการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ย่อมไม่เป็นผลเสียต่อสิ่งที่ สส. ได้ดำเนินการตามที่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรับรองไว้ให้ทำ” ฝ่ายกฎหมายของสภาฯ ระบุ
ดังนั้นต้องจับตาสถานการณ์ในวันโหวตนายกฯ ว่า การแก้เกมของ “ภูมิใจไทย”เพื่อคลายปม และข้อครหาเรื่องคุณสมบัติว่าที่นายกฯ จะสกัดเกมการเมืองในสภาฯได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายค้านรุมสกรัมว่าที่นายกฯ ตั้งแต่วินาทีแรก





