หลังสภาผู้แทนราษฎร มีการโหวตเลือกนายกฯ วันที่ 19 มี.ค.นี้ ตามไทม์ไลน์ต่อไปจะเข้าสู่การฟอร์มทีม “ครม.อนุทิน 2” ก่อนส่งรายชื่อตรวจสอบประวัติโดย18 หน่วยงาน
จากนั้นนายกฯ จะนำรายชื่อทูลเกล้าฯ และเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นายกฯจะนำ ครม.ชุดใหม่ เข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่ ก่อนที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เพื่อเริ่มนับหนึ่งรัฐบาลอนุทิน 2 อย่างเต็มรูปแบบ
ตามไทม์ไลน์ที่ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคาดการณ์ เบ็ดเสร็จรัฐบาลจะต้องแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาไม่เกิน 10 เม.ย.นี้
แน่นอนว่า ภายใต้สูตรจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย 291 เสียง ไม่ต่างจากรายชื่อ “เสนาบดี” 35 ตำแหน่ง ที่ขณะนี้ปิดดีลไปแล้ว 99.99% โจทย์สำคัญของการฟอร์มทีม ครม.รอบนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นทางสู่ “เบอร์หนึ่ง” ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ของ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล สะดุดหยุดลงกลางทาง อยู่ที่ประเด็น“มาตรฐานจริยธรรม” ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
อย่างที่รู้กันว่า นับแต่ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ “2 อดีตนายกรัฐมนตรี” พรรคเพื่อไทย พ้นจากตำแหน่ง
ทั้งกรณีของ “เศรษฐา ทวีสิน” ประเด็นตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เป็นการดำเนินการที่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง
อีกกรณีคือ “แพทองธาร ชินวัตร” จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับ “สมเด็จฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา เป็นการดำเนินการที่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง มีเจตนายึดผลประโยชน์ส่วนตน เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์นายกฯ และเกียรติภูมิประเทศ
เป็นการตอกย้ำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วางแนวทางในเรื่องของ “มาตรฐานจริยธรรม” ไว้อย่างเข้มข้น
ฉะนั้น จึงไม่แปลก หากในห้วงแห่งการฟอร์มทีมครม.จะได้เห็นสัญญาณจาก “ฝั่งสีน้ำเงิน” ที่ “เถลิงอำนาจ” แบบเบ็ดเสร็จ ทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติเชื่อมโยงไปถึงองค์กรอิสระ พยายามเคลียร์ทาง ปลดล็อกสารพัดปมร้อน เพื่อ “เพลย์เซฟ” ไม่ให้เกิดอุปสรรคขวากหนามต่อการครองอำนาจหลังจากนี้
ทั้งกรณีอนุกรรมการคณะที่ 36ใน คดีฮั้วสว. มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นค้านกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26
ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) โดยระบุว่า “ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด”
จำนวนนีี้มี “13ว่าที่รัฐมนตรี” ในครม.อนุทิน 2 ที่ล้วนเป็นระดับบิ๊กเนม และทายาทบ้านใหญ่ สายตรง ตั้งแต่ นายกฯอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เลขาธิการพรรค เป็นต้น
จริงอยู่แม้ตามกระบวนการกกต.ชุดใหญ่จะต้องมีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง แต่มติอนุฯ กกต.ที่ออกมาในช่วงเวลานี้ ย่อมถูกตีความไปถึงการ“ตัดจบ”เพื่อ“เคลียร์ทาง” ให้กับ “13ว่าที่รัฐมนตรี” อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ถัดมาคือ กรณีที่ดีเอสไอยุติการสืบสวนกรณีการครอบครองที่ดินบริเวณ เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในแนวเขตที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย 4,414ไร่ ไม่รับเป็นคดีพิเศษ
กรณีนี้ ดีเอสไอ โต้แย้งว่า การตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีที่ไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ พบว่ายังมีคดีที่ค้างอยู่ในศาลปกครอง
นอกจากนี้ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561(พ.ร.ป. ป.ป.ช.) มาตรา 30 ยังให้อำนาจของคณะกรรมการป.ป.ช.ด้วย หากป.ป.ช.มีมติเป็นประการใด หรือประสงค์ให้ดีเอสไอช่วยดำเนินการในเรื่องใด ภายใต้พ.ร.ป.ดีเอสไอ ยินดี และพร้อมสนับสนุน
แน่นอนว่า ท่าทีของดีเอสไอที่แม้จะยืนยันเสียงแข็งว่า กระบวนการยังไม่สิ้นสุด แต่หากจับสัญญาณเวลานี้ โดยเฉพาะกรณีที่ล่าสุด “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ออกเปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดการปัญหาที่ดินเขากระโดง ในการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ครอบครองที่ดิน “รายแปลง” ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการทยอยฟ้องไปแล้วบางส่วนเป็นชุดแรก ตั้งแต่สมัยอดีตผู้ว่าฯ รฟท.วีริศ อัมระปาล คงเหลือผู้ครอบครองรวมกว่า 800-900 แปลง
“ขณะนี้ รฟท.ได้ตัดสินใจชะลอการยื่นฟ้องผู้บุกรุกรายใหม่ไว้เป็นการชั่วคราว เนื่องจากต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ หากคำพิพากษาของศาลในแต่ละคดีออกมาขัดแย้งกัน จะส่งผลเสียต่อรูปคดีในภาพรวม”
ท่าทีของ รฟท.กลับยิ่งเป็นการเป็นตอกย้ำ ถึงสัญญาณ “เคลียร์ทาง” บนกระดานอำนาจ ในวันที่รัฐบาลภูมิใจไทยคุมเบ็ดเสร็จ
หรือแม้แต่กรณีที่ ป.ป.ช.“ยกคำร้อง” กล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ กรณีหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น 119.5 ล้านบาท
ย้อนรอยปฐมบทคดีนี้ ยืดเยื้อมา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงปลายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เวลานั้นภูมิใจไทยอยู่ในสถานะพรรคร่วมรัฐบาล โดยหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฝ่ายค้านที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ร่วมกับพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชาติ ได้ยื่นคำร้องคู่ขนาน ทั้งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติรัฐมนตรี และยื่นป.ป.ช.ประเด็นจริยธรรม เพื่อเอาผิด “ศักดิ์สยาม”
ผลปรากฎว่า ต้นปี 2567 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรมว.คมนาคมของ “ศักดิ์สยาม” สิ้นสุดลง และมีผลย้อนหลังไปยังต้นปี 2566
ส่วนผลการพิจารณาของ ป.ป.ช.ที่เพิ่งออกมาในช่วงจังหวะเวลานี้ หลังผ่านมาถึง 4 ปี ที่การเมืองสลับขั้ว ภูมิใจไทยกลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จึงหนีไม่พ้นถูกตีความถึงอำนาจสีน้ำเงิน โดยเฉพาะการเคลียร์ทางการเมือง ให้คน“ตระกูลชิดชอบ”
ไม่ต่างกับ กรณี “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ผู้นำ “ก๊กลูกบังเกิดเกล้า” ที่รอดพ้นกรณีฮั้วสว. ที่ขยับขึ้นมาเป็นแกนนำพรรคในแถวถัดไป
เหล่านี้ เป็นการตอกย้ำถึงสถานะ “พรรคสีน้ำเงิน” ที่กำลังเถลิงอำนาจ บริบทการเมืองล้วนส่งผลบวกให้ โดยเฉพาะสารพัดปมร้อนถูกตัดจบ เพื่อเคลียร์ทางสู่อำนาจฉลุย
เว้นเสียแต่ว่าระหว่างทาง จะเกิดอุบัติเหตุการเมือง จนมีเรื่อง“แตกหัก”ในขั้วรัฐบาล หรือ“สะดุดขา”ตัวเองจากประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ถึงเวลานั้น“เกมนิติสงคราม”อาจกลับมาปะทุ เพื่อล้มรัฐบาลอีกครั้งก็เป็นได้





