วันพุธ ที่ 18 มีนาคม 2569

Login
Login

ส่องงบฯ 'สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27' โจทย์ร้อน ‘เพิ่มสวัสดิการ สส.’

ส่องงบฯ 'สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27'   โจทย์ร้อน ‘เพิ่มสวัสดิการ สส.’

ความเคลื่อนไหวของสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่ “สส.ชุดที่ 27” เข้าปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ถูกกระตุกเป็นวาระร้อนอันดับแรก คือ ข้อเสนอให้ตัดสวัสดิการของ “ผู้แทนราษฎร” ที่ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี เปิดประเด็น ในการประชุมสภาฯ เมื่อ 15 มี.ค.

กับข้อหารือของ “นพ.วรงค์” มีสาระสำคัญใน 3 เรื่อง คือ “ยกเลิกอาหารกลางวันของ สส.-ลดผู้ช่วย สส.จาก 8 คนให้เหลือ 3 คนและ ยกเลิกบำนาญ สส.”

 แม้ว่าในสภาฯ จะถูก “เพื่อนสส.” ประท้วง เพราะมองว่า “ไม่เคารพกติกา” ขณะที่ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ มองว่า เป็นเรื่องไม่ถูกกาลเทศะ เพราะลุกหารือในช่วงของวาระเลือกประมุขสภาฯ

ทว่า เสียงสะท้อนเรื่องนี้ในโซเชียลมีเดียกลับร้อนแรง มีกระแสตอบรับอย่างมาก พร้อมกับมองว่า “สส.ที่ได้เงินเดือนๆ ละแสนกว่าบาท ไม่ควรได้รับผลประโยชน์อื่น ที่ใช้เงินภาษีของประชาชนมาจ่ายเพิ่มเติมให้อีก”

จนทำให้ประธานสภาฯคนใหม่ ต้องลุกมาตอบคำถามสื่อมวลชนในประเด็นนี้ว่า “ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะปรับลดมื้ออาหารที่เลี้ยงรับรองสส.โดยเฉพาะมื้อเช้า แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน และต้องหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อความสมเหตุ สมผล”

ส่องงบฯ 'สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27'   โจทย์ร้อน ‘เพิ่มสวัสดิการ สส.’

แม้รูปแบบการพิจารณาทบทวนสวัสดิการ สส. ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้กลไกใดพิจารณา ทั้งในส่วนของ “กรรมการชุดพิเศษ” ที่ ประธานสภาฯ สามารถออกคำสั่งตั้งขึ้นมาพิจารณาได้ หรือรอให้มีกลไก กรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทำหน้าที่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเด็นนี้ หากจะเพิกเฉย หรือ จัดการช้าคงไม่เป็นผลดีกับภาพลักษณ์ของ “สภาผู้แทนราษฎร”

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 17 มี.ค. มีความเคลื่อนไหวต่างๆ ออกมา ทั้งในฝั่ง “สว.-สส.” ที่สนับสนุนให้ทบทวนการจัดสวัสดิการให้กับตัวเอง

เริ่มต้นจาก “นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ” สว.ที่นำคณะตั้งโต๊ะแถลงสนับสนุนการ “ปรับสวัสดิการสมาชิกรัฐสภา” โดยใช้กลไกหารือของกรรมาธิการร่วมสองสภา คือ “สว. และ สส.” หารือร่วมกัน

ทว่าในโทนที่ “นพ.เปรมศักดิ์” ต้องการให้ปรับนั้น ดูเหมือนว่า อยาก “ปรับให้เหมาะสม” ทั้งในประเด็นการจัดเลี้ยงอาหารให้กับ สส.-สว. ที่มองว่าไม่ใช่ใช้งบฟุ่มเฟือย แต่เพราะมีความคลุมเครือของการใช้จ่าย จึงควรเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใส พร้อมย้ำว่าการจัดเลี้ยงอาหารให้กับผู้แทนฯ ยังจำเป็นต่อการทำงาน

“บางครั้งผมไปกินข้าวแกงข้างถนนก็ได้ แต่ถ้ามีประชุมต่อเนื่อง การออกไปข้างนอกแล้วกลับเข้ามาอีก จะเสียเวลาในการประชุม จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ต้องพิจารณา” นพ.เปรมศักดิ์ ให้ความเห็นไว้

ขณะที่การจ่ายค่าตอบแทน แม้ “นพ.เปรมศักดิ์” จะไม่สื่อตรงๆ ว่า “ควรปรับ” ทว่าในคำอธิบายตอนหนึ่ง ที่ระบุว่า “ต้องยอมรับว่า รายจ่ายของสมาชิกรัฐสภามีจำนวนมาก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางสังคม เช่น งานบุญ งานกุศล งานประเพณี ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะชาวบ้านเชิญ และเป็นธรรมเนียมที่ต้องช่วยเหลือ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่มีใครพูดถึง ขณะที่รายรับของ สส. และ สว. อยู่ที่ประมาณ 1แสนบาทเศษ ซึ่งไม่ได้มาก และบางครั้งไม่เพียงพอต่อค่าภาษีสังคม”

ส่องงบฯ 'สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27'   โจทย์ร้อน ‘เพิ่มสวัสดิการ สส.’ เช่นเดียวกับ “ภัณฑิล น่วมเจิม” สส.กทม. พรรคประชาชน ที่เคยเป็นหัวหอกเปิดโปงงบประมาณของสภาฯ ที่เกี่ยวกับค่ารับรอง “สส.” ที่ออกมาปัดฝุ่นข้อเสนอต่อเรื่องค่าอาหารรับรอง สส. ที่ไม่ควรตัดทั้งหมด เพราะมีความจำเป็น นอกจากนั้นเสนอให้ปรับวิธีเป็นบัตรเติมเงิน เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายที่แท้จริง แทนการเฉลี่ยรายหัว

สำหรับงบฯ รับรอง เลี้ยงอาหาร ของ สส. ตามระเบียบของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ระบุว่า จะมีค่าอาหารเลี้ยง สส. เฉพาะวันที่มีประชุม 1,000 บาทต่อคน 

แบ่งเป็น ค่าอาหารเช้า 150 บาท ค่าอาหารกลางวัน 350 บาท ค่าอาหารเย็น 350 บาท และ ค่าเครื่องดื่ม 150 บาท ดังนั้น หากเฉลี่ยแล้วจะมีค่าใช้จ่ายรวม 72 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ยังมีงบค่าอาหารแฝงใน กมธ.ชุดต่างๆ อีกกว่า 34 ล้านบาท ซึ่งมีข้อครหาว่า ซ้ำซ้อน หากในวันประชุม กมธ. ชนกับวันประชุมสภาฯ

ขณะที่ประเด็นกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภานั้น ในปีงบประมาณล่าสุด มีเงินอุดหนุนกองทุน ราวๆ 420 ล้านบาท ซึ่งจะจัดเป็นสิทธิประโยชน์ให้สมาชิก เช่น เงินทุนเลี้ยงชีพ ค่าช่วยเหลือพยาบาล 1.3 แสนบาทต่อปี เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ 15,000 บาทต่อเดือน เงินช่วยเหลือกรณีถึงแก่กรรม 2แสนบาท 

โดยประเด็นนี้ “สส.ภัณฑิล” สะท้อนควรปรับปรุง โดยเฉพาะสัดส่วนของเงินอุดหนุนที่พบว่า ใช้เงินภาษีประชาชนปีละ 700-800 ล้านบาท ขณะที่สมาชิกสมทบปีละ 30 ล้านบาท จึงไม่ได้สัดส่วนต่อกัน

ส่องงบฯ 'สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27'   โจทย์ร้อน ‘เพิ่มสวัสดิการ สส.’

ขณะที่ค่าตอบแทนของ “สส.” ตามพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานสภาฯ และรองประธาน ประธานวุฒิสภาและรองประธาน ผู้นำฝ่ายค้านในสภา สส. สว. และกรรมาธิการ ที่ลงประกาศเมื่อ 8 มิ.ย. 2555 ซึ่งออกมาในยุครัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” 

 สส.จะมีค่าตอบแทนรวม 113,560 บาทต่อเดือน แบ่งเป็นเงินประจำตำแหน่ง 71,230 บาท เงินเพิ่ม 42,330 บาท 

แต่หาก “สส.” มีตำแหน่งพิเศษ จะได้ค่าตอบแทนเพิ่มตามตำแหน่ง เช่น ประธานสภาฯ ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 125,590 บาท แบ่งเป็นเงินเดือน 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท ตำแหน่ง รองประธานสภาฯ กับ ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ได้ค่าตอบแทนตำแหน่งเดือนละ 115,740 บาท แบ่งเป็นเงินเดือน 73,240 บาท และเงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท

นอกจากนั้น ยังได้สิทธิประโยชน์สวัสดิการการรักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าตอบแทนเมื่อดำรงตำแหน่งในกรรมาธิการ เช่น เบี้ยประชุม ที่ยังไม่รวมค่ารับรองที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จัดให้เพิ่มเติม เช่น ค่าอาหารรับรองวันประชุม เป็นต้น

ล่าสุด เมื่อตรวจสอบเอกสาร เรื่องสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จัดทำโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 ระบุเรื่อง ค่าตอบแทนของผู้เชี่ยวชาญและผู้ชำนาญการประจำตัว สส. และผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. ไว้ดังนี้

ส่องงบฯ 'สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27'   โจทย์ร้อน ‘เพิ่มสวัสดิการ สส.’

1. ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. ค่าตอบแทนเดือนละ 24,000 บาท 2. ผู้ชำนาญการประจำตัว สส. จำนวน 2 คน ค่าตอบแทนต่อคน เดือนละ 15,000 บาท 3.ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. 5 คน ค่าตอบแทนต่อคน เดือนละ 15,000 บาท

ทั้งนี้ หาก สส.500 คน มีผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วย สส. ครบเต็มจำนวน 8 คน กรณีสภาอยู่ครบวาระ 4 ปี จะต้องใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 3,096 ล้านบาท แบ่งออกเป็น

สส. 500 คน คูณ 24,000 บาท/เดือน ( ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.) ต่อ 48 เดือน (4 ปี) รวมแล้วต้องใช้จ่ายงบประมาณ 576 ล้านบาท

สส. 500 คน คูณ 15,000 บาท/เดือน ( ผู้ชำนาญการประจำตัว สส.) คูณจำนวนผู้ชำนาญการประจำตัว สส. ที่สามารถมีได้ 2 คน/สส.1 คน รวมระยะเวลา 48 เดือน (4 ปี) ต้องใช้จ่ายงบประมาณรวมทั้งสิ้น 720 ล้านบาท

สส. 500 คน คูณ 15,000 บาท/เดือน ( ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส.) คูณจำนวนผู้ช่วยดำเนินงานของ สส.ที่สามารถมีได้ 5 คน/สส.1 คน ต่อ รวมระยะเวลา 48 เดือน (4 ปี) ต้องใช้จ่ายงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,800 ล้านบาท

ทั้งนี้ เงินเดือนและค่าตอบแทนของ “สส.” ยังไม่เคยปรับมาเกือบ 14 ปีแล้ว หากจะมีประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาถึงการ “ปรับลดสวัสดิการ” อาจเป็นการช่องให้พิจารณาทบทวนค่าตอบแทนอื่นๆ ด้วย 

ทว่า ในประเด็นนี้อาจไม่ง่าย เพราะเงินเดือน-เงินประจำตำแหน่งของ “ฝ่ายรัฐสภา” ยึดโยงกับ “ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ที่เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า เงินเดือน-เงินประจำตำแหน่งของประมุขฝ่ายต่างๆ ไม่ควรสูงเกินกว่าผู้บริหารประเทศ

ดังนั้น ต้องจับตาถึงประเด็นร้อน ต่อการทบทวนสวัสดิการของผู้แทนราษฎร ว่า “สส.ชุดที่ 27” ในฐานะคนได้สิทธิประโยชน์จะพิจารณาออกมาในรูปแบบใด หรือมีบทลงเอยเหมือนครั้งที่ผ่านมา คือ ปรับขึ้นให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ ที่ “ข้าวยากหมากแพง”