เป็นอีกหนึ่งผลงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สาธารณชนกังขากันทั้งบาง หลังจากที่ประชุมชุดใหญ่ มีมติ “ยกคำร้อง” กรณีกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ประเด็นให้ “นอมินี” ถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แทน จำนวน 119.5 ล้านบาทเศษ
โดยคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ เชื่อตามคำชี้แจงของ “ศักดิ์สยาม” ว่า เพิ่งทราบว่ามีการถือครองหุ้นจำนวนนี้ ในชั้นการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. ยืนยันว่า ผลการตรวจสอบไม่พบว่า “ศักดิ์สยาม” แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จแต่อย่างใด ส่งผลให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ลงมติไปตามนั้น ตั้งแต่ ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ในช่วงตั้ง “รัฐบาลข้างน้อย” โดยมี “ส้ม” เป็น “ฝ่ายค้ำข้างมาก”
สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้ฉาวไปทั้งบาง เพราะศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยเมื่อ 17 ม.ค.2567 มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง ชี้ว่า จากข้อพิรุธหลายประการดังกล่าว ประกอบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี จึงฟังได้ว่า ศักดิ์สยาม และศุภวัฒน์ เกษมสุข (ผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ) ตกลงนำเงินของศักดิ์สยาม ทำธุรกรรมต่าง ๆ ในนามศุภวัฒน์
โดยขั้นตอนสุดท้ายนำเงินนั้นไปซื้อกองทุนต่างๆ ในชื่อศุภวัฒน์ แล้วขายกองทุนดังกล่าว ชำระค่าหุ้นแก่ศักดิ์สยาม เช่นนี้ เงิน 119.5 ล้านบาทยังเป็นของศักดิ์สยาม จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีศุภวัฒน์ ครอบครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ และดูแล หจก.บุรีเจริญ แทนศักดิ์สยามมาโดยตลอด
อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีอยู่ในความครอบครอง หรือดูแลของบุคคลอื่น ไม่ว่าโดยทางใดๆ เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้าม มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187
ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้สื่อมวลชนได้ขุดคุ้ยว่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแห่งนี้ กวาดงานรัฐในกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ของกระทรวงคมนาคม ระหว่างปี 2562-2566 หลายร้อยสัญญา รวมวงเงินหลายพันล้านบาท โดยที่ตั้งเดิมของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น พบว่าใช้ที่อยู่เดียวกับ “ศักดิ์สยาม”
เมื่อคุ้ยลึกลงไปในเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า “ศักดิ์สยาม” คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง เคยถือหุ้น และเป็นกรรมการบริษัทแห่งนี้ หลังจากนั้นศักดิ์สยามลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนเมื่อปี 2540 กระทั่งปี 2558 ได้กลับมาเป็นหุ้นส่วนใหญ่อีกครั้ง ต่อมาในปี 2560 มี “เอกราช ชิดชอบ” เข้ามาเป็นหุ้นส่วน
ถัดมาในปี 2561 ศักดิ์สยามได้โอนหุ้นมูลค่า 119.5 ล้านบาท ให้“ศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์” ซึ่งถูกฝ่ายค้านกล่าวหา ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็น “นอมินี”
ปัจจุบัน “ศักดิ์สยาม” มีบทบาทสำคัญหลังม่านในพรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยร่วมกันวางสมการการเมืองกับพี่ชาย ทั้งการเชื่อมประสานกับ “เครือข่ายอันดามัน” ที่นำโดย “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้สีน้ำเงิน นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ “บิ๊กเนมเมืองสามอ่าว” ที่ปัจจุบันสังกัด “ค่ายเขียว” ด้วย
สถานะ“ศักดิ์สยาม” จึงถือเป็นขุนพลข้างกาย “ครูใหญ่เนวิน” เปรียบเสมือนผู้จัดการรัฐบาล จัดหมากในกระดานตั้ง “รัฐบาลสีน้ำเงิน 2” ในเวลานี้
กลับมาที่สถานะทางธุรกิจของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น กันบ้าง ล่าสุด กรุงเทพธุรกิจตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568-ปัจจุบัน (17 มี.ค. 2569) ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแห่งนี้ กลับมารับงานภาครัฐอีกครั้ง อย่างน้อย 6 สัญญา รวมวงเงินไม่ต่ำกว่า 77.02 ล้านบาท แบ่งเป็น
- กรมทางหลวง 3 สัญญา 44.02 ล้านบาท โดยทั้ง 3 สัญญาลงนามวันเดียวกันคือ 3 ก.ย. 2568
ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานบูรณะทางผิวแอสฟัลต์ งานบำรุงพิเศษและบูรณะ ทางหลวงหมายเลข 2073 ตอน บัวตารุ่ง - ลำปลายมาศ ระหว่าง กม.28+810 - กม.29+450 ผลผลิต 1 แห่ง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานเสริมผิวแอสฟัลต์ งานบำรุงตามกำหนดเวลา ทางหลวงหมายเลข 226 ตอน ระกา - ลำน้ำชี ตอน 1 ระหว่าง กม.147+240 - กม.148+790 ผลผลิต 1 แห่ง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานเสริมผิวแอสฟัลต์ งานบำรุงตามกำหนดเวลา ทางหลวงหมายเลข 218 ตอน บุรีรัมย์ - โคกสูง ระหว่าง กม.23+530 - กม.25+077 ผลผลิต 1 แห่ง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
- กรมทางหลวงชนบท 1 สัญญา วงเงิน 14.98 ล้านบาท ทำสัญญาเมื่อ 3 ก.ย. 2568
คือ ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานบำรุงรักษาทางหลวงชนบท เสริมผิวลาดยางแอสฟัลต์คอนกรีต ถนนสาย บร.3021 แยกทางหลวงหมายเลข 218 - บ้านกุง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 1 แห่ง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 2 สัญญา ได้แก่
อบต.ลำดวน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ 1 สัญญา วงเงิน 9.21 ล้านบาท ลงนามเมื่อ 2 ก.ย. 2568 ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการซ่อมสร้างถนนปูแอสฟัลท์ติกคอนกรีตทับถนนคอนกรีตเสริมเหล็กเดิม สายทาง บร.ถ.154-013 สายบ้านหนองพลวง - บ้านโนนสว่าง (ช่วงบ้านหนองพลวง - บ้านโนนสว่าง) ตำบลลำดวน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
อบต.ตาเสา อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ 1 สัญญา วงเงิน 8.8 ล้านบาท ลงนามเมื่อ 13 พ.ย. 2568 ประกวดราคาจ้างก่อสร้างเสริมผิวถนนแอสฟัลติกคอนกรีต หมู่ที่ 9 - หมู่ที่ 5 ตำบลตาเสา อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
อย่างไรก็ดีทั้ง 6 สัญญาข้างต้น ยังไม่มีการร้องเรียนถึงปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้างแต่ประการใด
หากนับรวมก่อนหน้านี้ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ระหว่าง 11 ปีงบประมาณที่ผ่านมา (2558-2568) พบว่า เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐไม่ต่ำกว่า 387 โครงการ (เท่าที่ตรวจสอบพบ) รวมวงเงินไม่น้อยกว่า 5,292,409,270 ล้านบาท
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อ 17 มี.ค. 2569 พบว่า หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ยังคงดำเนินกิจการอยู่ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2539 ทุนปัจจุบัน 119,504,000 บาท วัตถุประสงค์ รับเหมาก่อสร้าง ตั้งอยู่ที่ 531/26 หมู่ที่ 18 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์
ปรากฏชื่อหุ้นส่วน 4 คนได้แก่
1.นางสาวปริชาติ ขันเสน ลงหุ้น 1,000 หุ้น
2. นางสาววรางสิริ ระกิติ ลงหุ้น 3,000 หุ้น
3. นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ลงหุ้น 119,499,000 หุ้น
4. นายเอกราช ชิดชอบ ลงหุ้น 1,000 หุ้น
นำส่งงบการเงินล่าสุดปี 2567 สินทรัพย์รวม 231,622,030 บาท หนี้สินรวม 527,059 บาท รายได้รวม 175,011,262 บาท รายจ่ายรวม 164,854,690 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 9,609 บาท เสียภาษีเงินได้ 2,029,392 บาท กำไรสุทธิ 8,117,570 บาท
ทั้งนี้ “ศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์” คนรับโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ จาก “ศักดิ์สยาม” 119.5 ล้านบาท ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกรรมการบริษัทหรือหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 5 แห่ง
ทั้งหมดคือข้อมูลอัปเดตล่าสุดของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในอดีตของ “ศักดิ์สยาม” ที่กลายเป็นบ่วงพันตัวเขา จนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากเก้าอี้ รมว.คมนาคม เนื่องจากให้ “นอมินี” ถือครองหุ้นแทน ตั้งแต่ปี 2567 ทว่าผ่านมา 2 ปีในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช.กลับมีมติ “สวนทาง” คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนเหตุผลของ ป.ป.ช.จะมีรายละเอียดอย่างไร ต้องรอดูกันต่อไป





