วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

'6 เดือน' วาระด่วน วัดฝีมือ 'รัฐบาล ภท.' 'สงคราม' ประชิด-สารพัดปมร้อนจ่อคิว

'6 เดือน' วาระด่วน วัดฝีมือ 'รัฐบาล ภท.'  'สงคราม' ประชิด-สารพัดปมร้อนจ่อคิว

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 15 มี.ค.2569 มีมติ 289 เสียง เลือก “โสภณ ซารัมย์” สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามรัฐธรรมนูญประธานสภาฯ จะเป็นประธานรัฐสภา หรือ “ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ” โดยตำแหน่งอีกด้วย 

ขณะที่รองประธานสภาฯ อีก 2 คน คือ “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช” สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานคนที่หนึ่ง โดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง เช่นเดียวกับ “เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล” สส.เลย พรรคเพื่อไทย ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานคนที่สอง โดยไม่มีคู่แข่งเช่นกัน

มติสภาฯ ที่ออกมา ย่อมเป็นการตอกย้ำถึง “ดุลอำนาจ” การเมือง ในวันที่ “พรรคสีน้ำเงิน” คุมเบ็ดเสร็จ ทั้ง “ฝ่ายบริหาร” รวมถึง  “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ทั้ง “สภาล่าง” และ “สภาสูง” อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงการคัดเลือกบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระด้วย

ดังนั้นจึงต้องจับตา “นิติบัญญัติยุคสีน้ำเงิน” ที่มี 2 ประธานคือ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ “มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นสายตรง “ครูใหญ่สีน้ำเงิน”  

ภายใต้  “สารพัดวาระร้อน” ที่กำลังจะถูกหยิบยกมาพิจารณาในสภาฯ หลังการฟอร์มทีมรัฐบาลภูมิใจไทย 291 เสียง หากไม่มีอะไรสะดุดระหว่างทาง ตามไทม์ไลน์คาดว่า ไม่เกินเดือนพ.ค. จะได้เห็น ครม.อนุทิน 2 เริ่มนับหนึ่งปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ ถึงเวลานั้นก็จะได้เห็นเค้าโครงที่ชัดเจน 

'6 เดือน' วาระด่วน วัดฝีมือ 'รัฐบาล ภท.'  'สงคราม' ประชิด-สารพัดปมร้อนจ่อคิว

6 เดือนควบรวม “ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม”

โจทย์สำคัญของพรรคสีน้ำเงินในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผงาดสู่ “พรรคเบอร์หนึ่ง” จึงได้เห็นสัญญาณชัดเจนมาตั้งแต่การสัมมนา “191 สส.” พรรคภูมิใจไทย เมื่อ 8 มี.ค.69 ที่ว่ากันว่า “บิ๊กคีย์แมน” ค่ายสีน้ำเงิน ตั้งโจทย์ไปยัง “พลพรรคสีน้ำเงิน” ที่จะต้องเร่งผลักดัน “วาระด่วน” ภายใน 6 เดือน 

เรื่องแรก คือ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็นพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนกระทรวงการท่องเที่ยว มารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกไป ทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมุ่งเน้น พัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาฯ ได้ภายใน 6 เดือน

 ประเด็นนี้จึงได้เห็นสัญญาณรับลูกจาก “พลพรรคสีน้ำเงิน” อาทิ  “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” รมว.วัฒนธรรม ที่ยอมรับว่า ภายในพรรคภูมิใจไทยได้มีการพูดคุยในเรื่องดังกล่าว  ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โดยมองว่าประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมมากมายมหาศาล แต่ยังไม่สามารถใช้ได้เต็มศักยภาพ สิ่งสำคัญคือ ใช้ภาคการท่องเที่ยวเข้ามาเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม และเผยแพร่จึงมาสู่แนวคิดการรวมกระทรวง

“จากการหารือกับนายกรัฐมนตรี ก็อยากจะให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งก็ต้องดูกระบวนการภาคปฏิบัติจริง และดูหน้างานอีกครั้ง” รมว.วัฒนธรรม ระบุ

ภท.-พท.อำนาจรอมชอม? ดัน “ซูเปอร์ไลเซนส์”

ที่น่าสนใจ ต้องจับตาการแก้กฎหมายแยกโอนหน่วยงานกระทรวงท่องเที่ยวฯ ไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม โดยให้คงเหลือแค่กระทรวงการกีฬาแล้ว 

วาระด่วนของรัฐบาลภูมิใจไทยยังมีเรื่อง การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาต และการให้บริการแก่ประชาชน หรือ กฎหมาย Super License โดยหลักการต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service เช่น การก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขออนุญาตหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

ประเด็นนี้ มีเสียงขานรับมาจาก “พรรคร่วมรัฐบาล”  คือ พรรคเพื่อไทย โดยก่อนหน้านี้  “ขัตติยา สวัสดิผล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย ฉบับดังกล่าวในรัฐบาลเพื่อไทย ระบุว่า กฎหมายดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกฎหมายสำคัญที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยริเริ่มผลักดัน ได้ผ่านการพิจารณาของทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาแล้ว แต่กระบวนการต้องหยุดลงเนื่องจากการยุบสภา

ฉะนั้น การที่รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยเตรียมยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อเดินหน้ากระบวนการต่อ หลังเปิดสมัยประชุมสภาฯ ทำให้มีความหวังว่า ร่างกฎหมายที่รัฐสภาได้ร่วมกันพิจารณาไว้ก่อนหน้านี้ จะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนประกาศใช้ได้โดยเร็ว

จึงต้องจับตาในวันที่ “พรรคภูมิใจไทย” และ“พรรคเพื่อไทย”อยู่ในโหมดรอมชอมอำนาจ หากไม่มีปมสะดุดเกิดขึ้นระหว่างทาง อาจได้เห็นกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายใน 6 เดือนตามไทม์ไลน์ข้างต้น 

 ดันภาษีบ้านเกิดเมืองนอน-พลังงานเสรี

ส่วนกฎหมายอีกฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ. บ้านเกิดเมืองนอน ตามเป้าหมายพรรคสีน้ำเงิน จะต้องผลักดันให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี โดยจะมี 2 เรื่อง คือ 

1. ทำให้ท้องถิ่นหารายได้ ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือก สนับสนุนภาษี 30% ให้บ้านเกิดตัวเองหรือท้องถิ่นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาได้ 

2.จะเป็นกลไกการตรวจสอบของภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นกลไกตรวจสอบภาคประชาชนที่แข็งแรงกว่า ป.ป.ช. และ ปปท.และทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าใช้เงินแบบผิดประเภท ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของการปลดล็อกเรื่องอายุ และวาระการดำรงตำแหน่งท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ 2 วาระ

ส่วนฝ่ายบริหาร รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันนโยบายต่างๆ เร่งด่วนภายใน 3-6 เดือน อาทิ ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 ยูนิตแรก จ่ายยูนิตละ 3 บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200 ยูนิตจะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงานได้ทันที

นอกจากนี้ เป้าหมายต่อไปของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย อยากให้การแข่งขัน ด้านพลังงานไฟฟ้าเกิดเสรี เหมือนในต่างประเทศ ที่มีคู่แข่งหลายรายให้ประชาชนได้เลือกใช้ บริษัทที่ให้ประโยชน์ได้มากที่สุด เช่น ตัวอย่างค่ายโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

'6 เดือน' วาระด่วน วัดฝีมือ 'รัฐบาล ภท.'  'สงคราม' ประชิด-สารพัดปมร้อนจ่อคิว

แน่นอนว่า สารพัดวาระร้อนเร่งด่วนเหล่านี้จะกลายเป็นด่านพิสูจน์ฝีมือ "รัฐบาลภูมิใจไทย" เหนือไปกว่านั้น ต้องไม่ลืมภายใต้สภาวะสงครามตะวันออกกลางที่กำลังโอบล้อมไทยและส่อแววที่จะยืดเยื้ออยู่ในเวลาเดียวกัน

ในวันที่ “พรรคสีน้ำเงิน” ผงาดขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 โดยต่างจากพรรคเมืองเมืองในอดีต เพราะมีข้อได้เปรียบ เมื่อกุมสภาพทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ 

จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ถึงที่สุดรัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทย จะ “ทำได้” เพื่อต่อยอดการเมืองในอนาคต หรือแค่ “ขายฝัน” ได้อำนาจแต่ใช้แบบเสียของ

'6 เดือน' วาระด่วน วัดฝีมือ 'รัฐบาล ภท.'  'สงคราม' ประชิด-สารพัดปมร้อนจ่อคิว

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์