โฉมหน้า “ครม.อนุทิน2”ที่ขณะนี้มีความคืบหน้าเกือบ100% หากไม่มีอะไรสะดุดระหว่างทางตามไทม์ไลน์คาดว่า ไม่เกินเดือนพ.ค. จะได้เห็นครม.อนุทิน2 เริ่มนับหนึ่งปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ
อย่างที่รู้กันว่า บทเรียนจากกรณี “2อดีตนายกรัฐมนตรี” พรรคเพื่อไทย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วางแนวทางในเรื่องของ “มาตรฐานจริยธรรม” ไว้อย่างเข้มข้น
ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ “เศรษฐา ทวีสิน” ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จากปมตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เป็นการดำเนินการที่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง
และกรณีของ “แพทองธาร ชินวัตร” ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากหน้าที่จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับ “สมเด็จฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ด้วยข้อกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง มีเจตนายึดผลประโยชน์ส่วนตน เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์นายกฯ และเกียรติภูมิประเทศ
แน่นอนว่า ทั้ง2กรณีกลายเป็นโจทย์สำคัญของการฟอร์มทีมจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน2” ที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้ เพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรคขวากหนาม ที่อาจทำให้เส้นทางการขึ้นแท่น “เบอร์หนึ่ง” ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลของ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นอันต้องสะดุดหยุดลงกลางทาง
เห็นชัดจากท่าที “นายกฯอนุทิน” ที่ให้สัมภาษณ์ระหว่าง สัมมนา191สส.พรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่8มี.ค.ที่ผ่านมา
เวิร์ดดิ้งสำคัญพูดถึงสาเหตุที่ไม่มี “พรรคกล้าธรรม” รวมอยู่ในสมการพรรคร่วมรัฐบาล เป็นเพราะ“ต้องเพลย์เซฟ” เนื่องจากมีข้อปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงเรื่องของจริยธรรม
“มีเกณฑ์ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาอย่างชัดเจนผมไม่ได้ตั้งกฎเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องยึดถือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร” นายกฯระบุ
ทว่าท่ามกลางการฟอร์มทีมรัฐบาลอนุทิน2 ซึ่งถูกจับตาไปที่ประเด็นมาตรฐานจริธรรมของ “เสนาบดี” 35ตำแหน่ง เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยในอดีต ไม่ต่างจากฟากฝั่งการเมือง หลายพรรคการเมืองมีการประโคมโหมโรง“มีเราไม่มีเทา”ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งรอบล่าสุด
ล่าสุดกลบมีกระแสข่าว อ้างถึงรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงผลการพิจารณาของอนุกรรมการคณะที่ 36 ในคดีฮั้วสว.ที่มีการกล่าวหาผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 229 ราย มีทั้งสว.ชุดปัจจุบัน 138 คนกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรคการเมือง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีกอีกจำนวน 91 ราย
โดยมีรายงานว่า อนุกรรมการคณะที่ 36 ได้มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นค้านกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) โดยระบุว่า “ทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด”
แม้ตามกระบวนการจะต้องมีการประชุมอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 อีกครั้งเพื่อตรวจทานความถูกกต้องก่อนจะดำเนินการในขั้นถัดไป
แต่มติที่ออกมาในช่วงจังหวะเวลานี้ ยากที่จะปฏิเสธว่า เป็นการสะท้อนฉากการเมือง ในวันที่ “พรรคสีน้ำเงิน” กุมอำนาจบนกระดานการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งสภาสูงและสภาล่าง แถมเชื่อมโยงไปถึงการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรอิสระอีกด้วย
หากส่องลึกลงไปใน “229รายชื่อ” ที่ถูกตั้งข้อหาฮั้วสว.ไปก่อนหน้านี้ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นพลพรรค “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ทั้งสิ้น
นอกเหนือจาก138คน ที่เป็นสว.ชุดปัจจุบัน จำนวนนี้มี4คนคือ สุพรรณ์ ศรชัย ที่ถึงแก่กรรม สมชาย เล่งหลัก พ้น สว. คดีซื้อเสียง ซึ่งศาลฎีกาฯ ถูกตัดสิทธิ์ 10 ปี เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ “หมอเกศ” พ้น สว. กรณีแจ้งวุฒิการศึกษาเท็จ ใช้ “ศาสตราจารย์” ถูกศาลฎีกาฯ ตัดสิทธิ์ 10 ปี และวิเชียร ชัยสถาพร พ้น สว. เหตุแจ้งข้อมูลเท็จกกต.ศาลฎีกาตัดสิทธิ์ 10 ปี
ที่น่าสนใจคือ นอกเหนือจากสส.และสมาชิก “พรรคสีน้ำเงิน” แล้ว ในจำนวน“229รายชื่อ”ที่ถูกตั้งข้อหา จนกระทั่งอนุฯกกต. มีมติ 5 ต่อ 2 “ไม่มีมูลความผิด” ปิดฉากมหากาพย์2ปีคดีฮั้วสว.ยังมี “13ว่าที่รัฐมนตรี” ในครม.อนุทิน2 รวมอยู่ด้วย
ไล่ทีละชื่อล้วนเป็นระดับบิ๊กเนม และทายาทบ้านใหญ่ สายตรงแทบทั้งสิ้น ทั้ง นายกฯอนุทิน นายกฯและรมวมหาดไทย ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ว่าที่รมช.มหาดไทย แนน บุณย์ธิดา สมชัย ว่าที่รมช.ดีอี ภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกฯ
ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ว่าที่รมช.คมนาคม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ว่าที่รมช.มหาดไทย สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ว่าที่รมช.คมนาคม ศุภมาส อิศรภักดี ว่าที่รมต.สำนักนายกฯ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา สุขสมรวย วันทนียกุล ว่าที่รมช.สาธารณสุข พลพีร์ สุวรรณฉวี ว่าที่รมช.มหาดไทย นภินทร ศรีสรรพางค์ ว่าที่รมต.สำนักนายกฯ
อย่างที่รู้กันว่า ประเด็น “โพยฮั้วสว.” ที่กลายเป็นมหากาพย์จนทำให้ต่างฝ่ายต่างยื่นตรวจสอบกันไปมา จนกินเวลายาวนานถึง2ปี ส่วนหนึ่งมาจากเกมการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างเปิดฉากรุกในวันที่ดุลอำนาจเกิดเกมวัดพลังระหว่าง"ฝั่งแดง" และ "ฝั่งน้ำเงิน"
แม้ก่อนหน้านี้ทางฝั่งสีน้ำเงิน นำโดย “พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร” ซึ่งรู้กันทั้งบางว่า เป็น“สว.สายสีน้ำเงินเข้ม”และเป็นสายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ จะเดินเกมเร็วโต้กลับ “ฝั่งแดง” ที่เวลานั้นกลายเป็นปฏิปักษ์กันทางการเมือง ด้วยการล่าชื่อสว.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สั่ง“ทวี สอดส่อง”รมว.ยุติธรรม กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในรัฐบาลเพื่อไทย หยุดปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลดีเอสไอ
แถมขยี้ซ้ำไปที่ประเด็น “บังคับพยาน” ที่ จ.อำนาจเจริญ หลังถูกระบุว่า เป็นฐานบัญชาการใหญ่ และเป็นต้นทางฮั้วสว.
ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตามคำร้อง “สว.สีน้ำเงิน” โดยให้ “ทวี ” หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในส่วนที่กำกับดูแลดีเอสไอ ขณะที่การเมืองเวลานั้นนำมาสู่จุดแตกหักระหว่าง “ฝั่งแดง” และ “ฝั่งน้ำเงิน” ก่อนภูมิใจไทยพลิกเกมได้เป็นรัฐบาล
ทว่าท่ามกลางสัญญาณการเมืองที่เริ่มเห็นเค้าลางของฝ่ายบริหาร ภายใต้การนำของ “พรรคภูมิใจไทย” แน่นอนว่า มติอนุฯกกต.ที่ดูเหมือนจะถูก“ตัดจบ”คดีฮั้วสว.ในช่วงจังหวะเวลานี้ หนี้ไม่พ้นที่จะถูกตีความไปถึงการ “เคลียร์ทาง” ให้กับพลพรรคสีน้ำเงิน ในยามที่ถือเสียงบนกระดานอำนาจแบบเบ็ดเสร็จทั้งสภาสูงและสภาล่าง
โดยเฉพาะ "13รายชื่อ" ที่เตรียมขึ้นแทนเสนาบดีในครม.อนุทิน2ในเร็ววันเพื่อไม่ให้มีอุปสรรคขวากหนามให้เป็นอันต้องสะดุดหยุดลงกลางทาง





