ฝุ่นควันจัดตั้ง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เริ่มจางลง ก็ปรากฏเค้าลาง “ใส่ตะกร้าล้างน้ำ” ทางการเมือง เริ่มชัดขึ้น เริ่มจากกระแสข่าวใน 2 องค์กรอิสระถูกเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณะ
1.คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5 : 2 เสียง ในคดีฮั้ว สว.ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน แบ่งเป็น 138 สว. และ 91 นักเลือกตั้ง “สีน้ำเงิน” ไม่มีความผิด สวนทางความเห็นของ
คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 (ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ) ที่ไต่สวนมานานเกือบ 2 ปี และแจ้งข้อหากับ 229 คนดังกล่าว โดยขั้นตอนหลังจากนี้ คือชงเรื่องให้ที่ประชุมใหญ่ กกต.วินิจฉัยชี้ขาด
2.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเมื่อ ก.ย. 2568 ยกคำร้องกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กรณีถูกกล่าวหาว่า จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ถือครองหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น 119.5 ล้านบาท ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวแม้จะเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระกัน แต่การ “ปล่อยข่าว” เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คือเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะเข้าสู่รัฐพิธีเปิดประชุมสภาฯ ก่อนจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการต่อไป
แต่เรื่องนี้ “ค้านสายตา” บรรดา “นักการเมือง-นักวิเคราะห์การเมือง” กันเป็นแถว
เริ่มจากความเคลื่อนไหวพรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งคำถามในการปล่อยผีคดีฮั้ว สว.ว่า หลังจากนี้จะเชื่อใจ กกต.ได้อีกหรือไม่ โดย “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน.ตั้งคำถามไปยัง กกต. 3 ข้อ
1.เหตุใดคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ กกต. ถึงมีความเห็นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง กับคณะกรรมการสืบสวนฯของ กกต. และดีเอสไอ
2.คนที่จะต้องชี้ขาดเรื่องนี้คือ กกต. แต่ในเมื่อ กกต. มี 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ที่ถูกกล่าวหา จะมั่นใจได้อย่างไรว่า จะพิจารณาคดีดังกล่าวอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ที่ทำให้ตนได้รับตำแหน่ง
3.หากในที่สุดปรากฏข้อมูลที่ชี้ชัดว่า กกต. ตัดสินคดีดังกล่าวสวนทางกับข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน โดยไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อกฎหมาย สังคมจะสรุปได้หรือไม่ ว่าองค์กรอิสระในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทางการเมือง
เช่นเดียวกับ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. มองว่าเรื่องนี้ “ค้านสายตา” ประชาชนอย่างมาก ยืนยันว่าเรายังคงติดตามในส่วนนี้อย่างใกล้ชิด แต่ยังคงคาดหวังว่า กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา
นอกจากนี้พรรค ปชน.ยังมีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการ “ฮั้ว สว.” ที่เตรียมดำเนินการเพิ่มเติมอีกด้วย
อย่างไรก็ดีล่าสุด ช่วงหัวค่ำวานนี้ (13 มี.ค.) สำนักงาน กกต.ออกเอกสารชี้แจงสรุปได้ว่า
กรณีปรากฏข่าวเกี่ยวกับความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา ข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เป็นขั้นตอนในการกลั่นกรองสำนวนตามระเบียบ ซึ่งมิได้มีการเพิ่มเติม ขึ้นมาแต่อย่างใด โดยเมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 พิจารณาแล้ว จะจัดทำความเห็นและเสนอสำนักงาน กกต. เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ การเลือกตั้งพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ ตามขั้นตอนการจัดทำสำนวนตามระเบียบกกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2563 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2566 ในขั้นตอนที่ 4 กำหนดให้ เมื่อกกต.ได้รับสำนวน จากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 แล้ว ต้องพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการ โดยเร็ว ดังนั้น ขณะนี้เรื่องดังกล่าวจึงยังอยู่ในชั้นการดำเนินการของสำนักงาน กกต.
สำนักงานกกต.ขอยืนยันว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไป ตามกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนการพิจารณาสำนวนที่กำหนดไว้ โดยความเห็นในแต่ละลำดับนั้น เป็นอิสระในการใช้ดุลยพินิจของตนเองในการเสนอความเห็น แต่ไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาของ กกต.โดยหากมีคำวินิจฉัยที่เป็นทางการ สำนักงาน กกต.จะแจ้งให้ประชาชนทราบต่อไป
อย่างไรก็ดีต้องไม่ลืมว่า “คดีฮั้ว สว.”คือจุดด่างพร้อยสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เนื่องจากเป็นการกระทำลักษณะสมคบคิดเป็น “ขบวนการ”
โดยในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการฯชุดที่ 26 ของ กกต.ตอนหนึ่ง เปิดเผยพฤติการณ์ของ “กลุ่มยังบลัด” หรือ สส.หน้าใหม่ ที่เป็นระดับ “ลูกท่านหลานเธอ” ทายาท “บิ๊กเนมนักเลือกตั้ง-เครือข่าย” ภายใน “ค่ายน้ำเงิน” อย่างน้อย 8 คน
หลายคนเป็นที่รู้จักมักคุ้นแก่สาธารณะ และเป็นระดับ “บ้านใหญ่” ของหลายจังหวัดทั้งภาคอีสานใต้ และภาคกลาง เป็น “ผู้ริเริ่ม” หรือ “ร่วมสนับสนุน” วางแผนเพื่อดำเนินการฮั้ว สว.ดังกล่าว
ทั้งหมดถูกกล่าวหาว่า กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 36 มาตรา 70 มาตรา 76 มาตรา 77 (1) และมาตรา 62
สส.สีน้ำเงิน ในกลุ่มยังบลัด อย่างน้อย 8 คน ที่คิดริเริ่มในการวางแผนนี้ ได้จัดทำและวางระบบปฏิบัติการขึ้นมาในลักษณะเป็น “โปรแกรมออฟไลน์” จากนั้นคณะบุคคลดังกล่าวที่เป็นคนริเริ่ม ได้นำแผนการที่คิดไว้เตรียมไปนำเสนอในการประชุมกับ “บิ๊กเนมสีน้ำเงิน” ณ สำนักงานใหญ่ โดยมีการนำเสนอแผ่นหน้าจอในการประชุม กล่าวอ้างว่ามี สส.สีน้ำเงิน และบุคคลระดับ “ผู้มากบารมีอีสานใต้” เข้าร่วมประชุมในการเสนอแผนดังกล่าวด้วย
จากการสืบสวนไต่สวนพฤติการณ์ทั้งหมด รวมถึงพยานบุคคล และพยานหลักฐาน เส้นทางการเงิน จึงแจ้งข้อกล่าวหา 229 คนในเครือข่าย “สีน้ำเงิน” เข้าไปเกี่ยวข้องพัวพัน แบ่งเป็น 138 สว.ชุดปัจจุบัน (พ้นจากตำแหน่ง 4 คน เหลือ 134 คน) อีก 91 คน เป็นสมาชิกหรือเครือข่าย “ค่ายน้ำเงิน” ในจำนวนนี้มี “ว่าที่รัฐมนตรี” ในรัฐบาลชุดใหม่รวมอยู่ด้วย 13 คน ซึ่งรวมถึงอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
เช่นเดียวกับคดีความกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” กรณีใช้นอมินีถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น 119.5 ล้านบาท ซึ่งถูกร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวนมาราว 2 ปีเศษ สุดท้ายคดีนี้ก็ถูกมติที่ประชุมใหญ่ “ยกคำร้อง” ตกไป โดยเชื่อว่า ตามคำชี้แจงของ “ศักดิ์สยาม” ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. ยืนยันว่า ผลการตรวจสอบไม่พบว่า “ศักดิ์สยาม” แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จแต่อย่างใด
เรื่องนี้ถูกสื่อมวลชนเปิดโปงว่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแห่งนี้ กวาดงานรัฐในกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ของกระทรวงคมนาคม ระหว่างปี 2562-2566 หลายร้อยสัญญา รวมวงเงินหลายพันล้านบาท โดยที่ตั้งเดิมของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น พบว่าใช้ที่อยู่เดียวกับ “ศักดิ์สยาม”
เมื่อคุ้ยลึกลงไปในเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า “ศักดิ์สยาม” คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง เคยถือหุ้น และเป็นกรรมการบริษัทแห่งนี้ หลังจากนั้นศักดิ์สยามลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนเมื่อปี 2540 กระทั่งปี 2558 ได้กลับมาเป็นหุ้นส่วนใหญ่อีกครั้ง ต่อมาในปี 2560 มี “เอกราช ชิดชอบ” เข้ามาเป็นหุ้นส่วน และถัดมาในปี 2561 ศักดิ์สยามได้โอนหุ้นมูลค่า 119.5 ล้านบาท ให้“ศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์” ซึ่งถูกฝ่ายค้านกล่าวหา และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็น “นอมินี”
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 17 ม.ค.2567 มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง ชี้ว่า จากข้อพิรุธหลายประการดังกล่าว ประกอบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี จึงฟังได้ว่า ศักดิ์สยาม และศุภวัฒน์ เกษมสุข (ผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ) ตกลงนำเงินของศักดิ์สยาม ทำธุรกรรมต่าง ๆ ในนามศุภวัฒน์
โดยขั้นตอนสุดท้ายนำเงินนั้นไปซื้อกองทุนต่างๆ ในชื่อศุภวัฒน์ แล้วขายกองทุนดังกล่าว ชำระค่าหุ้นแก่ศักดิ์สยาม เช่นนี้ เงิน 119.5 ล้านบาทยังเป็นของศักดิ์สยาม จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีศุภวัฒน์ ครอบครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ และดูแล หจก.บุรีเจริญ แทนศักดิ์สยามมาโดยตลอด
อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีอยู่ในความครอบครอง หรือดูแลของบุคคลอื่น ไม่ว่าโดยทางใดๆ เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้าม มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187
แม้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะชัดเจนด้วยพยานบุคคล และพยานหลักฐาน ซึ่งมีผลผูกพันทุกองค์กรก็ตาม ทว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.กลับมีมติเมื่อ ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา วินิจฉัย “สวนทาง” กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนับเป็นกรณีแรกในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน
เพราะที่ผ่านมาหากเป็นคดีที่เป็นสำนวนลักษณะเดียวกันในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.จะดำเนินคดี โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ก่อนจะลงมติชี้ขาดในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นกรณี อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โยกย้ายเลขาธิการ สมช. เป็นต้น
ปฏิเสธได้ยากว่า 2 กรณีข้างต้น ผลตัดสินที่ออกมา “ค้านสายตา” ประชาชนจำนวนไม่น้อย แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ภายใต้เงื่อนไข-สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้เปิดช่องให้มีการตรวจสอบ ที่สำคัญผลทางการเมืองที่จะตามมาคือ “ค่ายน้ำเงิน” กินรวบเบ็ดเสร็จทั้ง “2 สภาฯ”
แถมยังเบ่งบารมี แผ่ไปถึง “องค์กรอิสระ” บางแห่ง ที่ปัจจุบันดูท่าจะ “ไม่อิสระ” เสียแล้ว
++++++





