ท่ามกลางฝุ่นควันแบ่งเค้ก “ครม.อนุทิน 2” ที่บรรดา “บ้านใหญ่-กลุ่มลูกบังเกิดเกล้า-พรรคร่วม” ยังไม่สะเด็ดน้ำ ปรากฎกระแสข่าวออกมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า คดีกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น้องชายแท้ ๆ ของ “ครูใหญ่บุรีรัมย์” ส่อแววพ้นบ่วงคดีซุกหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น สวนทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้
แม้จะถูกเว้นวรรคการเมือง แต่ “ศักดิ์สยาม” ยังมีบทบาทหลังม่านภายในพรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
โดยร่วมกันวางสมการการเมืองกับพี่ชาย ทั้งการเชื่อมประสานกับ “เครือข่ายอันดามัน” ที่นำโดย “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้สีน้ำเงิน นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ “บิ๊กเนมเมืองสามอ่าว” ที่ปัจจุบันสังกัด “ค่ายเขียว” ด้วย
สถานะ“ศักดิ์สยาม”เวลานี้ ถือเป็นขุนพลข้างกายครูใหญ่เนวิน เปรียบเสมือนผู้จัดการรัฐบาล จัดหมากในกระดานตั้ง “รัฐบาลสีน้ำเงิน 2” ในเวลานี้
สำหรับคดีความกล่าวหา“ศักดิ์สยาม” สืบสาวราวเรื่องมาจากสื่อมวลชนเปิดโปง กรณี หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง กวาดงานรัฐในกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ของกระทรวงคมนาคม ระหว่างปี 2562-2566 หลายร้อยสัญญา รวมวงเงินหลายพันล้านบาท
โดยที่ตั้งเดิมของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น พบว่าใช้ที่อยู่เดียวกับ “ศักดิ์สยาม” เมื่อคุ้ยลึกลงไปในเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า “ศักดิ์สยาม” คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง เคยถือหุ้น และเป็นกรรมการบริษัทแห่งนี้ หลังจากนั้นศักดิ์สยามลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนเมื่อปี 2540 กระทั่งปี 2558 ได้กลับมาเป็นหุ้นส่วนใหญ่อีกครั้ง
ต่อมาในปี 2560 มี "เอกราช ชิดชอบ" เข้ามาเป็นหุ้นส่วน และถัดมาในปี 2561 ศักดิ์สยามได้โอนหุ้นมูลค่า 119.4 ล้านบาท ให้“ศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์” ซึ่งถูกฝ่ายค้านกล่าวหา และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็น “นอมินี”
ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 17 ม.ค.2567 มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง ชี้ว่า จากข้อพิรุธหลายประการดังกล่าว ประกอบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี จึงฟังได้ว่า นายศักดิ์สยาม และนายศุภวัฒน์ เกษมสุข (ผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ) ตกลงนำเงินของนายศักดิ์สยาม ทำธุรกรรมต่าง ๆ ในนามนายศุภวัฒน์ โดยขั้นตอนสุดท้ายนำเงินนั้นซื้อกองทุนต่างๆ ในชื่อนายศุภวัฒน์ แล้วขายกองทุนดังกล่าว ชำระค่าหุ้นแก่นายศักดิ์สยาม
เช่นนี้ เงิน 119.5 ล้านบาทยังเป็นของนายศักดิ์สยาม จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนายศุภวัฒน์ ครอบครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ และดูแล หจก.บุรีเจริญ แทนนายศักดิ์สยามมาโดยตลอด
อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีอยู่ในความครอบครอง หรือดูแลของบุคคลอื่น ไม่ว่าโดยทางใดๆ เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้าม มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187
สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า หจก.บุรีเจริญฯ มี “ศักดิ์สยาม” เคยถือครองหุ้นผ่าน “นอมินี” นั่นเอง
ปัจจุบัน “ศักดิ์สยาม” ยังอยู่ระหว่างถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ไต่สวนปมให้ “นอมินี” เข้าไปถือครองหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ อีกด้วย
หลังจากนั้น นับตั้งแต่ปี 2567 สำนักงาน ป.ป.ช.ได้คัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาไต่สวน หลังจากมีผู้ร้องเรียนเรื่องนี้ และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยกเหตุอันควรสงสัยขึ้นมาไต่สวนต่อ กรณีกล่าวหาว่า “ศักดิ์สยาม” จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ กรณีปกปิดการถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ หรือไม่
การไต่สวนในชั้น ป.ป.ช.ดำเนินการมาราวเกือบ 2 ปี ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า มีการสรุปสำนวนเบื้องต้นในชั้นคณะอนุกรรมการไต่สวนว่า“ศักดิ์สยาม”ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันควรแจ้งให้ทราบ โดยเชื่อคำชี้แจงของ “ศักดิ์สยาม” ที่อ้างว่า เพิ่งรู้ว่าหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ เป็นของตัวเอง ตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย นอกจากนี้ ยังเชื่อในข้อมูลของฝ่ายตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช.ที่วินิจฉัยว่า“ศักดิ์สยาม” ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าว
โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ว่ากันว่า จะมีการนำเสนอผลสรุปในชั้นคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ พิจารณา หรือลงมติอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปในเร็ว ๆ นี้
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ “สุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยืนยันว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่ใช่ข่าวจริง โดยเขาย้ำว่า ได้ตรวจสอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ และคณะทำงานชุดต่าง ๆ แล้วยืนยันว่า ไม่มีการสรุปเรื่องนี้ และไม่มีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรับทราบ หรือลงมติเกี่ยวกับกรณีบัญชีทรัพย์สินของ “ศักดิ์สยาม” แต่อย่างใด
ประเด็นที่น่าสนใจ ที่ผ่านมาหากคณะกรรมการ ป.ป.ช.รับวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวพัน หรือสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่มีการลงมติ “สวนทาง” กับศาลรัฐธรรมนูญ
ไม่ว่าจะเป็น กรณีกล่าวหา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ โยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ลงดาบให้เธอพ้นเก้าอี้นายกฯ และอีกหลายปีถัดมา ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด แต่เมื่อปี 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้อง
หรือแม้แต่กรณีล่าสุดอย่าง คดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกล เมื่อปี 2567 จากนโยบายหาเสียงเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถัดมามีผู้ยื่นคำร้องให้ไต่สวนอดีต 44 สส.ก้าวไกล ในการร่วมลงชื่อและยื่นเสนอแก้ไขมาตรา 112 ในสภาฯ และคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดทั้งหมด โดยอยู่ระหว่างร่างคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาในขณะนี้ เป็นต้น
ปัจจุบันยังเหลือคดีที่ ป.ป.ช.ไต่สวนซึ่งสืบเนื่องหรือมีผลมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากโฟกัสเฉพาะ “บิ๊กเนม” อย่างน้อย 2 คนคือ 1.กรณีกล่าวหา “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ตามข้อเท็จจริงข้างต้น 2.กรณีกล่าวหา “แพทองธาร ชินวัตร” ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ กรณีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน”
ดังนั้นต้องจับตาผลสรุปคดีของ “ศักดิ์สยาม” ว่าจะออกมาในแนวทางใด ท่ามกลางโครงสร้าง “คณะกรรมการ ป.ป.ช.” ที่เปลี่ยนแปลงไป มีกรรมการบางคนมาจากการโหวตเห็นชอบโดย “สภาฯสูง” ซึ่งถูกครหาว่าเป็น “สีน้ำเงิน”
ต้องจับตาว่า เรื่องของ“ศักดิ์สยาม” จะกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่ ป.ป.ช.โหวตสวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่





