วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

‘7 พรรคฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น’ ไร้เอกภาพ โอกาส ‘อนุทิน 2’ ลากยาว

‘7 พรรคฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น’ ไร้เอกภาพ  โอกาส ‘อนุทิน 2’ ลากยาว

14 มี.ค.2569 เป็นปฐมบทของการเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ ชุดที่27 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ปีประชุมต้องมี 2 สมัย ๆ ละ 120 วัน โดยภายใต้สมัยประชุมนั้น ยังกำหนดบทบาทหน้าที่ของ “สส.” ต่อการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง “ออกกฎหมาย” และ “ตรวจสอบฝ่ายบริหาร”

กับตัวเลขของ สส. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรอง ปัจจุบันมี 499 คน หากจัดสรรปันส่วนแล้ว “ฝ่ายรัฐบาล” ที่มี “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำ จะมีตัวเลขประมาณ 289 คน แบ่งเป็น ภูมิใจไทย 191 คน เพื่อไทย 74 คน ประชาชาติ 4 คน (ไม่นับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เพราะมีแนวโน้มฟรีโหวต) พลังประชารัฐ 5 คน เศรษฐกิจ 3 คน เพื่อชาติไทย 2 คน ไทยสร้างไทย 2 คน และพรรคเล็ก 1 เสียง 8 พรรค (ใหม่-ประชาธิปไตยใหม่-ทางเลือกใหม่-รวมใจไทย-โอกาสใหม่-รวมพลังประชาชน-มิติใหม่-ไทยทรัพย์ทวี) รวม 8 คน

‘7 พรรคฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น’ ไร้เอกภาพ  โอกาส ‘อนุทิน 2’ ลากยาว

ขณะที่ตัวเลข “ฝ่ายค้าน” คาดว่าจะมีประมาณ 209 คน ประกอบด้วย ประชาชน 120 คน กล้าธรรม 58 คน ประชาธิปัตย์ 21 คน ไทรวมพลัง 6 คน รวมไทยสร้างชาติ 2 คน เสรีรวมไทย 1 คน และไทยภักดี 1 คน

เมื่อเทียบตัวเลขคณิตศาสตร์การเมืองในสภาฯ จะพบว่า ความเข้มแข็งของ “ฝ่ายรัฐบาล” มีเหนือกว่า "ฝ่ายค้าน” อยู่มาก แม้สส.บางส่วนได้ควบตำแหน่งเสนาบดี - ประมุขนิติบัญญัติ รวมประมาณ 30 เสียง โดยมีโจทย์ท้าทาย “ภูมิใจไทย” ต้องคุมแถวสส.ในสภาฯ ที่มาจากพรรคเล็กพรรคน้อยให้อยู่หมัด เพื่อสกัดการลองของจาก “พรรคประชาชน” ที่ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ฝ่ายค้าน สมัยที่ 2

กับประเด็นการทำงานของ “พลพรรคฝ่ายค้าน” ทั้ง 7 พรรค ที่แม้มีตัวเลขไม่น้อย รวมกันถึง 209 เสียง แต่เมื่อดูเนื้อในแล้ว จะพบว่าแต่ละพรรคแตกต่างกันในหลายมิติ ทำให้ถูกจับตาถึงการทำงานตรวจสอบรัฐบาลเชิงรุก

พรรคประชาชน ฐานะพรรคการเมืองที่ต้องการเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ของประเทศ ล่าสุด ประกาศ 5 วาระประเทศไทย เตรียมผลักดัน กฎหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงรวม 90 ฉบับ รวมถึงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม

‘7 พรรคฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น’ ไร้เอกภาพ  โอกาส ‘อนุทิน 2’ ลากยาว

ทว่า มีประเด็นสำคัญที่พรรคประชาชนเตรียมเดินเครื่องขั้นสุด คือปราบทุนเทา-สแกมเมอร์ ซึ่ง “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ประกาศจองกฐินรัฐบาล ที่มีส่วนปกป้องนายทุนสแกมเมอร์

หนึ่งในนั้นมีประเด็นคาบเกี่ยว ที่ส่อกระทบกับ “แกนนำพรรคกล้าธรรม” แม้ว่า “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” จะออกปากว่า ไม่มีเรื่องส่วนตัวมาเจือปน พร้อมทำงานร่วมกัน แม้ก่อนหน้านี้มีทัศนะไม่ตรงกัน แต่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนมาก่อน

‘7 พรรคฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น’ ไร้เอกภาพ  โอกาส ‘อนุทิน 2’ ลากยาว

“เป็นนักการเมืองต้องอยู่ได้ทุกสถานะ มิตรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง คนที่ร่วมทางทางการเมือง วันหนึ่งต้องแยกทาง ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นศัตรูกัน” ร.อ.ธรรมนัส เอ่ยปากเมื่อ 11 มี.ค.2569

ทว่า ความแค้นระหว่าง “ธรรมนัส-รังสิมันต์”ยังปรากฏเป็นร่องรอย ที่ผู้กองฯไม่ถอนฟ้อง “รังสิมันต์” โดย 19 มี.ค.2569 นี้ ศาลจังหวัดพะเยา นัดฟังคำสั่ง เวลา 09.30 น.

ขณะเดียวกัน “พรรคกล้าธรรม” ยังตกเป็นจำเลย ของ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ประกาศไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง ว่า ไม่พร้อมอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน แต่เมื่อบริบทการเมืองเปลี่ยนไป “กล้าธรรม” ถูกเขี่ยให้มาอยู่ขั้วฝ่ายค้าน ทำให้ “ประชาธิปัตย์” ต้องยอมรับแม้จะลำบากใจ ที่ต้องทำงานร่วมกับคนเทาๆ

แม้ว่า “เดอะมาร์ค” จะเอ่ยปากว่า การทำงานร่วมกันไม่มีปัญหา แต่ลึกๆ แล้ว ยังซ่อนความ “เจ็บแค้น” จากกรณี “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุบันสังกัดพรรคกล้าธรรม สร้างวีรกรรมไว้ จน “ชวน หลีกภัย” สส.อาวุโส พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเปิดโปงต่อสาธารณะหลายครั้ง ซึ่งตอกย้ำความเกลียด ชนิด “ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ”

‘7 พรรคฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น’ ไร้เอกภาพ  โอกาส ‘อนุทิน 2’ ลากยาว

ในส่วนของ “พรรคไทยภักดี” ของ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” แม้เป็นอดีตคนพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในอดีตมีปมในใจ ทำให้ปัจจุบันเข้าหน้ากันไม่ติด 

ขณะที่ “พรรคเสรีรวมไทย” ที่รอบนี้ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส” ประกาศคัมแบ็กสภาฯ เพื่อเดินหน้าตรวจสอบนักการเมืองโกง เคยมีประเด็นที่วิพากษ์ “ธรรมนัส” ปมพฤติกรรม และคุณสมบัติที่ส่อขัดรัฐธรรมนูญ และล่าสุดได้ใช้กรณี "ตั้งธรรมนัส" ยื่นเอาผิด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในประเด็นขัดจริยธรรม

ส่วน “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ของ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ที่แม้สละตำแหน่งสส. เพื่อให้ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” เข้าสภาฯ แทน แต่ในการทำงานฐานะฝ่ายค้าน อาจต้องรับโจทย์ใหญ่จาก “หัวหน้าพรรค” เพื่อรักษาจุดยืน และแนวทางทำงานของพรรค ที่ต้องการปกป้องสถาบัน และทลายนายทุนพลังงาน

 ภาพของ “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ที่มีปมแตกแยก ขัดแย้ง ในแง่หนึ่งอาจสื่อถึง "ความไร้เอกภาพ” และเป็นแต้มต่อให้ “รัฐบาล-อนุทิน” ยืนระยะฐานะฝ่ายบริหารได้ยาวนาน

เหมือนกับสมัยรัฐบาล ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯ ที่ครองตำแหน่งผู้นำประเทศได้ยาวนาน ถึง 8 ปี 11 เดือน 29 วัน 

ที่ยุคนั้น “คสช.” สามารถคุมกลไกของ “รัฐสภา” มีสว.เสียงข้างมากสนับสนุน ขณะเดียวกันยังมี “องค์กรอิสระ-กลไกราชการ” เป็นเกราะเหล็กคุ้มภัย

ขณะที่ “ฝ่ายค้าน” ยุคนั้น ที่มี 7 พรรค รวมเสียงได้ 246 เสียง ยังไม่สามารถใช้กลไก “สภาฯ-องค์กรอิสระ” โค่นเก้าอี้นายกฯลงได้       

ดังนั้นบริบทการเมืองยุค “ภูมิใจไทย” ที่คล้ายกับถอดแบบ “ยุคคสช.” มาได้อย่างใกล้เคียง อาจเป็นโอกาสให้รัฐบาลอนุทิน 2 อยู่ยาวครบวาระ เพราะฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น ส่อแววจะรบกันเอง