วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

8 ปีคดี ‘สุรพล’ หนามยอกอก กกต. จับตาลุยแจก ‘สารพัดใบ’ อีกครั้ง

8 ปีคดี ‘สุรพล’ หนามยอกอก กกต. จับตาลุยแจก ‘สารพัดใบ’ อีกครั้ง

คดีที่ศาลฎีกาพิพากษา “ยกฟ้อง” คดีทางแพ่ง กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 70 ล้านบาท กรณีให้ “ใบส้ม” แก่ “สุรพล เกียรติไชยากร” อดีตผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2562 อดีต สส.เชียงใหม่ 8 สมัย เกือบจะกลายเป็น “คดีประวัติศาสตร์” ทางการเมืองเสียแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ที่ กกต. ยื่นฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. สว. และผู้บริหารท้องถิ่น แทบจะนับนิ้วได้เลยว่า แพ้คดีไปแล้วกี่ครั้ง

ต้องไม่ลืมว่าคดีนี้สืบเนื่องมาจากคดีที่ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้องคดีที่ กกต. ยื่นฟ้องนายสุรพล คดีบูชาเทียนเพื่อทำบุญวันเกิด 2,000 บาท ตั้งแต่เมื่อปี 2563 โดยระบุว่า ไม่ใช่เป็นการซื้อเสียง หรือทุจริตการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อปี 2562

ต้นตอของเรื่องนี้เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งปี 2562 กกต.ได้รับคำร้องร้องเรียนกล่าวหาว่า “สุรพล” ใส่ซองทำบุญให้พระสงฆ์ 2,000 บาท เข้าข่ายเป็นความผิดตามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 73 (2) ฐานให้เงิน หรือทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใดในช่วงที่มีการเลือกตั้ง

ต่อมา กกต.วินิจฉัยว่า “สุรพล”มีความผิดตามที่กล่าวหา จึงมีมติให้“ใบส้ม” คือเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย. 2562 และให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ สส.เชียงใหม่ เขต 8 จนท้ายที่สุด “ศรีนวล บุญลือ” ผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ (ขณะนั้น) ปาดหน้าเข้าเส้นชัยไป (ปัจจุบัน ศรีนวล ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย)

ตอนแรกดูเหมือนความยุติธรรมจะมาตามนัด เมื่อสุดท้ายศาลฎีกา ยกฟ้องสุรพล อย่างไรก็ดีในส่วนของ “คดีแพ่ง” สู้กันถึง 3 ศาล โดยศาลอาญา (ชั้นต้น) และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้สุรพลชนะ ทว่าเมื่อถึงศาลฎีกา กลับพิพากษายกฟ้องกับ กกต. ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 70 ล้านบาท ทำให้จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการนำเงินภาษีประชาชนไปจ่ายเยียวยาจากกรณีข้างต้น

สาเหตุประการสำคัญทำให้ กกต.ชนะคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 224 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 มาตรา 132 มาตรา 137 และมาตรา 138 ที่บัญญัติไว้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ กกต.สามารถยกเหตุอันควรสงสัย หรือหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มาพิจารณาเพื่อให้ “ใบส้ม” ได้

นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่า กกต.กับ “สุรพล” เคยโกรธเคืองกันมาก่อน หรือมีเหตุที่จะกลั่นแกล้งใส่ร้ายปรักปรำ พยานหลักฐานที่ “สุรพล” นำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่า กกต.ร่วมประชุมและลงมติซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการทำละเมิดตามฟ้อง เมื่อฟังไม่ได้ว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการทำ ละเมิดต่อ “สุรพล” ดังนั้น จำเลยที่ 1 (สำนักงาน กกต.) จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ “สุรพล” ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

อย่างไรก็ดี ทีมทนายความของ “สุรพล” ระบุว่า คดีนี้มีประเด็นที่ ย้อนแย้งกับคำพิพากษาในคดีเลือกตั้งก่อนหน้านี้ โดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เคยมีคำพิพากษาที่ 4209/2563 ยกคำร้องของ กกต. ที่ขอเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “สุรพล” โดยเห็นว่า การไปร่วมงานทำบุญผ้าป่าไม่ได้เป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ในคดีแพ่งเรื่องการฟ้องละเมิดครั้งนี้ ศาลกลับวินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต. เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต

ทำให้ทีมทนายมองว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันมีมุมมองที่แตกต่างกันในคำพิพากษาของศาล ทางทีมทนายความเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป โดยจะยื่นคำร้องเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณา หรือหาแนวทางทางกฎหมายอื่น เพื่อขอความเป็นธรรมในกรณีดังกล่าวต่อไป เพราะเห็นว่า ต่อสู้ผ่านทั้ง 2 ศาลมากว่า 7 ปีแล้ว ยังมีช่องทางขอความยุติธรรมดังกล่าว

แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบหรือลืมไปแล้วว่า ไม่ใช่แค่กรณี “สุรพล” เท่านั้น ยังมีบางกรณีที่ “กกต.” พ่ายแพ้ไปเช่นกัน ยกตัวอย่างกรณีกล่าวหา “ทุจริตซื้อเสียง” 

ย้อนกลับไปปี 2555 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำพิพากษายกฟ้อง มนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ ผู้สมัคร สส.บุรีรัมย์ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย (ขณะนั้น) กรณีกล่าวหาว่า เรียกประชุมแกนนำหมู่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ ต.กันทรารมย์ และ ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง รวม 400 ราย 

หลังจากนั้นทีมงานมนต์ไชยมอบเงินให้ผู้มาเข้าร่วม รายละ 200-300 บาท ส่วนผู้นำชุมชนที่พาคนมาร่วมจะได้ 500 บาท เพื่อจูงใจให้เลือกมนต์ไชย และพรรคภูมิใจไทย ทำให้ กกต.แจก “ใบแดง”

แต่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า กกต. ผู้ร้อง อ้างว่ามีคลิปวีดีโอ ที่ถ่ายจากกล้องปากกา และรีโมตคอนโทรลจากพยานของกลุ่มผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เป็นคู่แข่ง แต่กลับไม่ปรากฏภาพขณะมีการรับเงิน ทั้งที่มีการอ้างว่ากล้องวีดีโอดังกล่าวได้เปิดถ่ายไว้ตลอดเวลา

ส่วนในการจัดประชุมอาสาสมัคร ผู้สนับสนุนที่จะช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ของนายมนต์ไชย ที่อ้างว่า มีการจ่ายเงินให้กลุ่มอาสาสมัคร คนละ 200 บาท นั้น เห็นว่า เป็นเพียงค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าน้ำมันรถมากกว่า ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งตามกฎหมาย กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่า นายมนต์ไชย กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ สว. 2550 จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ถัดมาช่วงการเลือกตั้งปี 2562 มีอีกกรณี ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง ภัทรพล มานะสร้าง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.สระแก้ว เขต 1 พรรคพลังท้องถิ่นไท ที่ถูก กกต.ไม่ประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่า เป็นเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภัทรพลแจ้งลาออกจากการเป็นเจ้าของและบรรณาธิการตั้งแต่ปี 2561 อันเป็นเวลาก่อนสมัครรับเลือกตั้งแล้ว การที่ปรากฏชื่อภัทรพลยังเป็นเจ้าของอยู่ เกิดจากหน่วยงานเกี่ยวข้องยังไม่แก้ไขข้อมูลในฐานระบบข้อมูลเท่านั้น

ศาลฎีกา มีคําสั่งเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2562 ให้สำนักงาน กกต.รับสมัครภัทรพล มานะสร้าง ผู้ร้อง และประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.สระแก้ว เขต 1 โดยท้ายที่สุดสำนักงาน กกต.ได้ประกาศชื่อนายภัทรพลเป็นผู้รับสมัคร สส.เช่นเดิม เรื่องราวจบลงด้วยดี

ส่วนสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เหมือนกับที่ “ครุฑกฎหมาย” วิษณุ เครืองาม เคยอธิบายไว้ว่า กกต.แต่ละคนที่ออกคำสั่งไปไม่ได้สั่งโดยเถยจิต หรือเจตนาร้ายเป็นส่วนตัว เป็นการทำในหน้าที่ราชการ เหมือนตำรวจกระทำผิดแล้วเราฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ถ้าแพ้คดี เราจะฟ้องตำรวจไม่ได้ หากแพ้ ตร.ต้องควักเงินจ่าย เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติตามหน้าที่ แต่ละปีรัฐควักงบประมาณจ่ายเพื่อการเช่นนี้มากอยู่

ดังนั้นกรณีที่ศาลแพ่งกลับคำพิพากษาในชั้นฎีกา ยกฟ้อง กกต. ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายราว 70 ล้านบาทครั้งนี้ จึงเกือบจะกลายเป็น “คดีประวัติศาสตร์” เพราะหาก กกต.แพ้ จะนับเป็น “คดีแรก” ที่แพ้ทางแพ่งชดใช้ค่าเสียหายและค่าเยียวยา จากการใช้ดุลยพินิจของ กกต.ดังกล่าว

ทว่าการต่อสู้คดีของ “สุรพล” ครั้งนี้ แทบจะสร้าง “บรรทัดฐานใหม่” ให้กับ กกต. หากสังเกตในการเลือกตั้งปี 2566 และล่าสุดเลือกตั้ง 2569 กกต.ไม่มีการแจก “ใบแดง-ใบส้ม-ใบเหลือง” เพื่อเพิกถอนสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้ง นำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนใหญ่มีแค่กรณีการ “ตรวจสอบคุณสมบัติ” หรือที่มีการจัดเลือกตั้งใหม่ ก็เกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

มีการวิเคราะห์-ประเมินกันว่า เนื่องจากกรณีของ “สุรพล” ทำให้ที่ผ่านมา กกต.ไม่กล้าที่จะ “แจกใบ” ให้กับผู้สมัคร สส. สว.หรือผู้บริหารท้องถิ่นต่าง ๆ เพราะกังวลว่าจะต้องไปชดใช้ค่าเสียหาย เหมือนกับกรณีข้างต้นอีก

ทว่า เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาทางแพ่ง เป็นบรรทัดฐานว่า กกต.สามารถใช้แค่การยกเหตุอันควรสงสัย หรือหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าตามรัฐธรรมนูญ และพ.ร.ป.เลือกตั้งฯมาพิจารณาเพื่อให้“ใบส้ม”ได้ เราอาจได้เห็นการกลับมาแจก“สารพัดใบ”จากกกต.อีกครั้ง ก็เป็นไปได้