สำนวนไทยที่ว่า “ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน ยามชังน้ำตาลก็ว่าขม” อาจเปรียบเทียบได้กับบริบทการเมืองที่กำลังสะท้อนชัดถึงเกมชิงไหวชิงพริบในเวลานี้
ภายใต้สมการจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย 292 เสียง ซึ่งปิดดีลโดยไร้ “พรรคกล้าธรรม” และ “พรรคประชาธิปัตย์” รวมอยู่ในสมการ ส่งผลให้ทั้ง “พรรคเขียว”และ “พรรคฟ้า”ตกอยู่ในสถานะการเป็นพรรคฝ่ายค้าน โดยมี “พรรคส้ม” เป็นแกนนำไปโดยปริยาย
ไม่ต่างจากสารพัดคดีความต่างๆ ที่กำลังไล่ล่า“พลพรรคฝ่ายค้าน” จนถูกตีความว่า มีนัยแฝงการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ทั้งกรณีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เข้าตรวจค้นบ้านของ “กฤต” ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม เพื่อหาข้อมูลพยานหลักฐานเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่องคดีค้างเก่าที่โดนร้องเรียนเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์
นำมาสู่การออกหมายเรียกรอบแรก “สส.กฤต” เดดไลน์เข้าให้ข้อมูลภายในวันที่ 12 มี.ค. ไม่เช่นนั้นจะมีการออกหมายเรียกซ้ำต่อไป
ท่าทีจาก “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และรองหน้าพรรคประชาชน ตั้งคำถามตัวโตๆ “จับกุมตามหน้าที่ก็ดี แต่มานึกอีกทีอาจแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมือง ?” แถมฟังธงว่า กรณีออกหมายเรียก “สส.กฤต” มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองบางประการแฝงอยู่ด้วยอาจมีเป้าหมายเพื่อข่มขู่ และปรามสส. ทั้งในพรรคกล้าธรรม และพรรคอื่นๆ ว่าไม่ควรเปรี้ยวมากจนเกินไป
การเดินเกมของ “ค่ายน้ำเงิน” ที่ได้เสียงเบ็ดเสร็จบนกระดานอำนาจในเวลานี้ ย่อมรู้ดีว่า ยี่ห้อ “ผู้กอง” ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ไม่มีทางสยบยอม หรือสวมบท “เสือหมอบ”โดยง่ายแน่นอน
ฉะนั้นการที่ “ดีเอสไอ” ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงยุติธรรรม มีเสนาบดีกระทรวงเป็น “สายตรงสีน้ำเงิน” แถมมีแนวโน้มว่าจะได้ไปต่อใน ครม.อนุทิน 2 จึงประเดิมกรณีแรก หลังการเลือกตั้งด้วยการออกหมายเรียก “สส.กฤต”
จึงแทบไม่ต้องตีความเป็นอย่างอื่น นอกจากการ“เชือดไก่ให้ลิงดู” หวังสยบ“ผู้กอง”ที่อาจกำลังซุ่มเดินเกมดัดหลัง“ครูใหญ่สีน้ำเงิน”
ล่าสุด ยังมีกรณีที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ออกหมายเรียก “กฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์” สส.ตรัง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหา กรณีมีพฤติการณ์หลบเลี่ยงภาษี
กรณีนี้ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฟันธงไปที่ประเด็นการเมืองเป็นลำดับแรก
โดยไล่ไทม์ไลน์ตั้งแต่ปี 2559-2562 ที่ครอบครัวของ“กฤตย์อิชย์” โดยบิดาซึ่งรับช่วงดูแลห้างหุ้นส่วนของญาติ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2530
ต่อมาบิดาได้เสียชีวิต ทำให้กิจการดังกล่าวตกทอดมาถึงบุตรและภรรยา แต่เมื่อทำไปได้สักระยะก็เผชิญกับสภาพขาดทุน ประกอบกับถูกกลั่นแกล้งงานด้านรับเหมาก่อสร้างจึงไม่มีเงินชำระภาษี
ระหว่างนั้นพี่ชายของ “กฤตย์อิชย์” ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.พรรคภูมิใจไทย ถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง เพราะเกิดสภาพคล้ายการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ทำให้มารดาของ “กฤชย์อิชย์” พยายามสู้ แต่ไม่มีเงิน จึงมีหนี้สินล้นพ้นตัว ทรัพย์สินที่มี ถูกขายออกไปหมด จนกระทั่งถูกญาติฟ้องล้มละลายในท้ายที่สุด
ท่าทีของ “เสี่ยตาล” สาทิตย์ อดีต สส.ตรัง ที่แม้รอบนี้จะขยับจากสส.เขตขึ้นบัญชีรายชื่อ แต่ยังคงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ “โกหนอ” สมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีตสส.และบ้านใหญ่เมืองตรัง ที่หันไปสวมเสื้อสีน้ำเงิน
ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกกันมา นับตั้งแต่การชิงนายกอบจ.เมื่อปี2563 ซึ่งต่างฝ่ายต่างส่งพี่ชาย-น้องชายลงชิง แถมมีร้องเรียนในหลายกรณี
ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้เกมการเมืองที่ดุเดือดในสนามเมืองตรังในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งเกิดปรากฎการณ์ “ล้มช้าง”
นอกจากจะเกิดศึกสายเลือด ภาค 3 ภายในตระกูล “โล่สถาพรพิพิธ” บ้านใหญ่เมืองตรังแล้ว ยังเป็นศึกศักดิ์ศรี ที่มีการลูบคมกันไปมา ระหว่าง “พรรคน้ำเงิน” ที่มี “โกหนอ” สมชาย และ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะแม่ทัพภาคใต้ค่ายน้ำเงิน และ “พรรคฟ้า” ที่มี “นายหัว” ชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแม่ทัพ
แถมเก็บแรงแค้นจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา รวมไปถึงสนามนายกอบจ.ครั้งล่าสุดซึ่งบ้านใหญ่ประกาศปลดแอก “นายหัว”
โดยเฉพาะเขต 3 ซึ่ง “เอ กฤตย์อิชย์” จากพรรคประชาธิปัตย์ สามารถล้ม “ลูกพี่ลูกน้อง” อย่าง “ท่ามเอ้ง”สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ลูกสาว “โกหนอ” อดีตสส.2 สมัย จากพรรคภูมิใจไทย ได้สำเร็จ หลังสู้กันเองภายในตระกูลมาถึง 2 รอบ
ไม่ต่างจากเขต 4 “กาญจน์ ตั้งปอง” แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่สามารถเอาชนะ “สจ.ล้าน”พิชัย เจริญศิริสุนทร อดีตสจ.กันตรัง และเป็นหลานชาย “โกเกี๊ยะ” ตีตั๋วเข้าสภาฯ สมัยที่ 2 ได้สำเร็จเช่นกัน
จุดนี้เองที่กลายเป็น “แรงแค้น” ระหว่าง 2 พรรคในสนามเมืองตรัง ที่นับวันจะยิ่งขยายวงมากขึ้น แถมเวลานี้ ทั้ง“ภูมิใจไทย” และ “ประชาธิปัตย์” ตกอยู่ในสภาวะขั้วตรงข้ามการเมืองด้วยแล้ว
จึงไม่แปลกที่จะได้เห็นฉากการเมือง เปิดเกมรุกโดยเฉพาะในห้วงที่ “สีน้ำเงิน”คุมเสียงบนกระดานอำนาจ ยังเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ปรากฎการณ์ข่ม“เขียว” ที่เคยเป็นพันธมิตรน้ำเงิน และขู่“ฟ้า” เพื่อสยบอหังการฝ่ายค้าน กำลังเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน





