‘ทนายอั๋น’ ยื่นผู้ตรวจฯ สอบจริยธรรม ‘อนุทิน’ ปมหอบลูกพรรคใช้สนามช้างบุรีรัมย์ ทั้งที่รู้ว่าติดคดี รฟท. - ปูดขบวนการ สส.ยื่นศาล รธน.หวังฟอกขาว ‘ธรรมนัส’
เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ "ทนายอั๋น บุรีรัมย์" ให้สัมภาษณ์หลังยื่นหนังสือร้องรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่า มายื่นหนังสือขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบจริยธรรมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า มีความบกพร่องหรือไม่ จากกรณีที่นายอนุทินนำ สส.จำนวน 192 คน ของพรรคภูมิใจไทย ไปจัดประชุมที่สนามช้างอารีน่า จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งๆ ที่รู้ว่าที่ดินดังกล่าว มีคำพิพากษา ถึงที่สุดว่าเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย และยังมีการฟ้องร้องที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ มีการจัดทำรังวัดในปีนี้ ดังนั้นเรื่องนี้อาจทำให้นายอนุทินมีมาตรฐานจริยธรรมที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา มาตรา 27 และมาตรา 53 นายอนุทินและครม.ทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติแต่เนื่องจากนายอนุทินเองก็มีทะเบียนบ้านอยู่ในที่ดินที่มีข้อพิพาท จะบังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมาเหมือนเราๆ ท่านๆ คงไม่ได้
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ที่จริงตนตั้งใจจะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งน่าจะตรงมากกว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่คิดว่าองค์กรอิสระวันนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือ ยื่นไปแล้วเขาไม่ทำอะไรคงเป็นกระบวนการที่ยาก แต่ถ้ามายื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินบอกว่าไม่มีมูลหรือ มีสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นเหตุให้ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ใน 60 วันก็จะเกิดสิทธิกับประชาชนตนให้สามารถไปร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ หรือกับหน่วยงานอื่นๆ หากไม่ทำ ก็จะทำให้เราสามารถก้าวสู่ขั้นตอนการร้องต่อศาลได้เลย
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่พรรคภูมิใจไทยไปจัดสัมมนาที่สนามช้างฯ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า เย้ยฟ้าท้าดิน ทำลายหลักนิติธรรม นิติรัฐ ตนในฐานะนักกฎหมาย และคนบุรีรัมย์ ได้ติดตามตรวจสอบเรื่องนี้มาตลอด รู้สึกว่าเหิมเกริมมาก ไม่ได้เกรงกลัวอะไรเลย และก็น่าแปลกที่คนอยู่ในคดีฮั้วสว.ล้วนได้ดิบได้ดีกันทั้งนั้น โชว์หราหน้ายิ้มแป้น ไม่อายฟ้าดิน ไม่รู้ประเทศนี้จะอยู่ได้อย่างไร รู้สึกเหมือนคนพวกนี้ได้รับการตอบแทน และยังมีข่าวว่า สส.จากอำนาจเจริญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ คดีฮั้วสว. จะได้เข้ามาเป็นครม.ด้วย นับไปแล้วเป็นสิบคนที่เกี่ยวข้องคดีฮั้วที่ได้ดี
นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้รับไม่ได้ รู้สึกว่าเหิมเกริม จริงอยู่ว่าเรื่องนี้เกิดปี 66 ซึ่งตนอาจจะติดคดีอื่นๆ อยู่ แต่วันนี้ตนสนใจ และตรวจสอบเรื่องที่ดินเขากระโดงมาแล้ว 3 ปี และตนอาจจะเป็นหนึ่งในพยานที่การรถไฟให้ไปให้การต่อศาล ดังนั้น คดีนี้คาอยู่ ทำไมไม่ไปจัดกิจกรรมที่อื่น จะจัดที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำก็ได้ หรือโรงแรมที่จังหวัดอยุธยา ที่ระบุว่า เป็นศูนย์กลางการรวมกันของกลุ่มบุคคล ก่อนมีการฮั้ว สว. ก็ได้ ทำไมต้องเป็นสนามช้างฯ ต้องการประกาศศักดิ์ดาหรือไม่ อย่างไร ตนรับไม่ได้
เมื่อถามว่า มองว่า สส.ไม่ควรจัดกิจกรรมที่สนามดังกล่าว หรือที่เขากระโดงที่เป็นปัญหาไม่ควรมีใครก็ตามเข้าไปใช้งานเลย นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า พื้นที่ตรงนั้นไม่ควรใช้งานทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนเลย การจัดแข่งรถครั้งก่อนจริงอยู่ว่าตัวสนามไม่ถูกพิพากษา แต่ที่จอดรถส่วนหนึ่งติดอยู่ในคดีที่มีการฟ้องร้อง และที่ดินที่ติดกับสนามแข่งรถ มีส่วนผ่ากลางที่ติดกับคลองน้ำ ซึ่งติดที่สาธารณะเหมือนกัน แต่คดีไปไม่สุดเพราะมีการเปลี่ยนรัฐบาลก่อน ตอนนี้ข้อมูลล่าสุด จะมีการรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ขณะที่สนามฟุตบอลก็โดนทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นถ้าจะมีความเกรงใจประชาชน คิดว่าควรหยุดใช้สนามแข่งรถ สนามฟุตบอลไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล ถ้าจะมีสปิริตทางการเมือง ถ้าจะบอกว่าคดียังไม่ถึงที่สุดก็แล้วแต่ ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมที่ควรมีร่วมกัน
เมื่อถามว่า มีที่ดินบางส่วนเป็นของชาวบ้าน หากให้หยุดใช้ประโยชน์จะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้ชาวบ้านยังไม่ถูกฟ้องคดีใหม่ ส่วนชาวบ้านที่พูดกันหนักหนา ซึ่งศาลฎีกามีการพิพากษาไปแล้วมีเพียง 40 คน และเป็นการฟ้องกลุ่มผู้รากมากดี กลุ่มการเมือง ชาวบ้านยังไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย วันนี้เราต้องยืนหลักให้ตรงก่อนว่า ที่ตรงนี้เป็นที่หลวง ไม่ใช่ของชาวบ้าน และการรถไฟไม่ได้ปิดโอกาสการเช่าพื้นที่ราคาถูก และถ้าถามว่า มาตรฐานที่ตนเรียกร้อง แล้วที่มักกะสัน กทม. เขาอยู่กินมากี่สิบ กี่ร้อยปี ทำไมถึงไล่เขาอย่างกับอะไร วันนี้ยังไปไม่ถึงจุดที่เป็นมาตรฐาน มีดับเบิ้ลแสตนดาร์ต ก็เพราะมีอำนาจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวหรือไม่
นายภัทรพงศ์ กล่าวถึงกรณีนายโสภณ ซารัมย์ ที่ออกมาตั้งคำถามว่าตนเป็นคนบุรีรัมย์แล้วทำอะไรให้คนบุรีรัมย์บ้าง ว่า ขอโทษเถอะท่านว่าที่ประธานสภา ขอถามว่าท่านเป็นสส.มากี่สมัยแล้วตั้งแต่ตนยังเรียนมัธยมต้น คุณทำอะไรให้คนบุรีรัมย์บ้างแบบเป็นกิจลักษณะ ถ้าจะมีบ้างก็มาจากภาษีประชาชนหรือไม่ ขอโทษนะแล้วเสือกมาถามประชาชนอย่างตนว่าทำอะไรให้คนบุรีรัมย์ โอ้ว แล้วถ้าจะถามว่าที่ประชาชนจดจำคุณได้มาจากอะไร ตนไม่รู้ แต่ตนจำนายโสภณได้จากการคดีนายสุพจน์ ทรีพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ขโมยขึ้นบ้านแล้วพบเงินหลายร้อย อาจจะเป็นพันล้าน ซึ่ง ป.ป.ช.ชี้มูลว่าร่ำรวยผิดปกติ และยังอยู่ในคุก นั่นเป็นผลงานที่ทำให้คนรู้จักนายโสภณ ซารัมย์ หรือมีผลงานอะไรก็ว่ามา
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ส่วนที่ถามว่า ตนมายื่นร้องนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ตนไม่เคยถูกดำเนินคดี จากการยื่นร้อง นายโสภณควรฟังเอาไว้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตนมายื่นผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว สั่งให้ยังไม่เปิดสภา ก่อนคดีสิ้นสุด นายโสภณอ้างว่าตนไม่รู้เรื่องกฎหมาย รัฐบาลทำตามพระราชกฤษฎีกา นายโสภณ ถ้าห่วงประเทศชาติจริง แต่กลับยังไม่รู้กฎหมาย ท่านควรไปเปิดดูพ.ร.บ.วิธีพิจาณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดมาตรการเหล่านี้ไว้เพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างที่ศาลยังพิจารณาคดีไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นตนทำตามกฎหมายทั้งสิ้น แล้วยังจะมากล่าวหาว่าตนไม่สุจริต ขอถามกลับว่าที่พูดเช่นนั้น เพราะท่านเหมือนทองใช่ไหม สุจริตมากแค่ไหน เวลาพูดกรุณาไปส่องกระจกดูตัวเองแล้วจะรู้สึกขำหรือไม่ ซึ่งขอย้ำว่าตนไม่เคยถูกดำเนินคดีจกการร้อง แล้วการออกมาร้องนั้นคนบุรีรัมย์ได้ประโยชน์ ทั้งกรณีฮั้วสว. การร้องทวงคืนที่ดินเขากระโดง และอีกหลายเรื่อง มีหรือไม่ที่สังคมมองว่าที่ตนทำนั้นไร้ประโยชน์ หรือเปิดช่องให้ตนไปหากินได้ ซึ่งไม่มี
เมื่อถามว่า คิดว่านายโสภณ เหมาะที่จะเป็นประธานสภาล่างหรือไม่ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า รอดู ถ้าเขาทำหน้าที่ได้ดี ก็เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ แต่คนทำฟาร์ม ฟาร์มไก่ ฟาร์มซีพีสแตนด์บายไว้เผื่อมีใครมาปล่อยไก่ที่สภา
เมื่อถามต่อว่า มองอย่างไรที่พรรคภูมิใจไทยไม่เอากล้าธรรมมาร่วมรัฐบาลโดยอ้างเรื่องจริยธรรม นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราจะได้เห็นทางการเมืองค่อยว่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะได้เห็นในทางกฎหมายคือ อาจเห็นความ 2 มาตรฐาน เช่น เรื่องที่ตน หรือพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มายื่นร้องนั้นแว่วๆ ว่าจะมีสส.รวมเสียงร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความ ก็จะทำให้เห็นมาตรฐานของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มองว่าไปแต่งตั้งคนไม่มีคุณสมบัติ อาจนำไปสู่การที่ต้องรับคุณรับโทษด้วย แต่ประเทศไทยเป็นไปได้หมด อาจจะมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น คือส่งเรื่องคุณสมบัติร.อ.ธรรมนัส แล้วฟอกขาวทั้ง 2 คนเลย พอ ร.อ.ธรรมนัสทำได้ ดำรงตำแหน่งได้ ไม่ขาดหรือบกพร่องเรื่องจริยธรรม ทำให้คราวหลังมารัฐบาลก็ถีบเพื่อไทยออก แล้วเอากล้าธรรมเข้ามา แฮปปี้เอนดิ้งทั้ง 2 ฝ่าย แล้วประเทศไทยจะเหลืออะไรให้ลูกหลายได้ดูว่าอะไรที่เป็นมาตรฐานของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
เมื่อถามว่า หากมีการเสนอนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรี จะร้องเรียนจริยธรรมนายกฯ หรือไม่ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ไม่ แต่ถ้านายกฯ มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับจริยธรรม 3 เรื่องแล้ว ดังนั้น ถ้าถามเรื่องจริยธรรมนายกฯ อย่าเอานายอนุทินไปเทียบกับคนอื่นเลย





