ศาลฎีกาพิพากษากลับยกฟ้อง กกต. ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย 70 ล้านบาท คดีแจก 'ใบส้ม' แก่ 'สุรพล เกียรติไชยากร' เมื่อปี 62 เจ้าตัวเตรียมอุทธรณ์ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสู้ต่อ
เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 ที่ จ.เชียงใหม่ ศาลจังหวัดฮอด อ่านคำพิพากษาฎีกา คดีที่ นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ฟ้องทางแพ่งแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีแจก "ใบส้ม" เมื่อปี 2562 พร้อมเรียกค่าเสียหายราว 70 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นายสุรพลชนะคดี โดยวันนี้ นายสุรพล เดินทางมารับฟังคำพิพากษาของศาล
ศาลฎีกามีปัญหาวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่
เห็นว่า รัฐธรรมนูญฯมาตรา 224 บัญญัติว่า “ให้กกต.มีหน้าที่ และอำนาจดังต่อไปนี้… (2) ควบคุมดูแลการเลือกตั้งและการเลือกตามข้อ1ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และควบคุมดูแลการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อการนี้ ให้มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควร (3)
เมื่อผลการสืบสวน หรือไต่สวนตามข้อ2 หรือเมื่อพบเห็นการกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งหรือการเลือกตามข้อ 1 มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือการออกเสียงประชามติเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกตั้งหรือการเลือก หรือการออกเสียงประชามติ และสั่งให้ดำเนินการเลือก หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วย หรือทุกหน่วย
4) สั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตามข้อ 1 ไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระเวลาไม่เกินหนึ่งปี เมื่อมีหลักฐานอันควรใช้วังผู้นั้นกระทำการะทำการหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ที่มีลักษณะเป็นการทุจริต หรือทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”
มาตรา 225 วรรคหนึ่ง บัญญัตว่า “ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือก ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งหรือ การเลือกนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต.มีอำนาจ สั่งให้มีการเลือกตั้งหรือการเลือกใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งนั้น ถ้าผู้กระทำการนั้น เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้ครรับเลือก แล้วแต่กรณี หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.สั่งระรับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของให้นั้นไว้ชั่วคราวตาม มาตรา 224(4)”
และมาตรา 226วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรา 225 หรือภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือกตั้งเเล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งพิกถอนสิทธิสมัครับเรียกตั้ง หรือเพื่อ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น”
ซึ่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 61 ก็ได้บัญญัติสอดรับกับรัฐธรรมนูญไว้ใน มาตรา 137มาตรา 132 เเละมาตรา 138 โดยใช้คำว่า “มีเหตุอันควรสงสัย” และ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้เช่นเดียวกัน
พิจารณาข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นข้อยุติข้างต้นว่า วันที่ 14 ก.พ. 2562 เวลา 15.00 น. มีงานทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีที่หมู่บ้านกู่ฮ้อสามัคคี เพื่อสมทุนจัดซื้อเครื่องแบบชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) ภายหลังพิธีการทางสงฆ์โจทก์ไปที่หอประชุมบ้านกู่ฮ้อสามัคคี โจทก์ถวายเงิน 2 พันบาท บรรจุในซอง นาฬิกา 1 เรือน บรรจุในกล่องกระดาษสีน้ำตาลแก่พระปลัดสาม ฐานวโรหรือพระครูถาวรวรคุณ ประธานฝ่ายสงฆ์ในการทอดผ้าป่าสามัคคี
ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติดังกล่าวนับได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยและมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำอันทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
เมื่อไม่ปรากฎว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2-7 ซึ่งเป็น กกต.มีสาเหตุโกรธเคืองกัน หรือมีเหตุที่จำเลยที่ 2-7จะกลั่นแกล้งใส่ร้ายปรักปรำโจทก์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2-7 ร่วมประชุมและลงมติซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง
เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2-12 ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการทำ ละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
ต่อมา ทีมทนายความของนายสุรพล ให้สัมภาษณ์ภายหลังฟังคำพิพากษาว่า คดีนี้มีประเด็นที่ ย้อนแย้งกับคำพิพากษาในคดีเลือกตั้งก่อนหน้านี้ โดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เคยมีคำพิพากษาที่ 4209/2563 ยกคำร้องของ กกต. ที่ขอเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายสุรพล โดยเห็นว่า การไปร่วมงานทำบุญผ้าป่าไม่ได้เป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ในคดีแพ่งเรื่องการฟ้องละเมิดครั้งนี้ ศาลกลับวินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต. เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ทำให้ทีมทนายมองว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันมีมุมมองที่แตกต่างกันในคำพิพากษาของศาล ทางทีมทนายความเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป โดยจะยื่นคำร้องเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณา หรือหาแนวทางทางกฎหมายอื่น เพื่อขอความเป็นธรรมในกรณีดังกล่าวต่อไป
อย่างไรก็ดีภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องดังกล่าว ทีมทนายนายสุรพล จะร้องต่อที่ประชุมศาลฎีกาในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่า ต่อสู้ผ่านทั้ง 2 ศาลมากว่า 7 ปีแล้ว ซึ่งก็เห็นว่า ยังมีช่องทางขอความยุติธรรมดังกล่าว

