วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

ลิสต์ ‘นักเลือกตั้ง’ พันทุนเทา เหลี่ยมการเมือง สกัดเข้าสู่อำนาจ

ลิสต์ ‘นักเลือกตั้ง’ พันทุนเทา เหลี่ยมการเมือง สกัดเข้าสู่อำนาจ

ชื่อของ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” นักธุรกิจหนุ่มแห่งคาบสมุทร “สทิงพระ” สส.สงขลา เขต 4 สมัยที่ 2 สังกัดพรรคกล้าธรรม กำลังตกเป็นเป้าสำคัญ ภายหลังกระทรวงยุติธรรมโดยการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดปฏิบัติการปูพรมค้น 10 จุด 4 จังหวัด จนจับ “แอดมินเว็บพนัน” โยงเส้นทางการเงินไปถึง “สส.กฤต” กว่า 39 ล้านบาท และยังพบเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่าพันล้านบาท จนนำไปสู่การออกหมายเรียกในวันที่ 12 มี.ค.นี้

แม้ว่าที่ผ่านมา “สส.กฤต” จะปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นในขบวนการ “ฟอกเงิน-เว็บพนัน” ก็ตาม ส่วนกรณีถูกศาลแพ่งอายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบกว่า 158 ล้านบาท ก็ยืนยันสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ตามกฎหมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ของ “ฝ่ายรัฐ” อาจมีเรื่องของ “การเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย

ต้องไม่ลืมว่า “สส.กฤต” เคยเป็นอดีต สส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในซุ้มของ “ผู้กองธรรมนัส” ต่อมาย้ายไปซบพรรคกล้าธรรม โดยในช่วงก่อนการเลือกตั้ง “ค่ายเขียว-น้ำเงิน” ยังคงชื่นมื่นกอดคอกันเป็น “รัฐบาลข้างน้อย” โดยมี “ฝ่ายค้านข้างมาก” อย่างพรรคประชาชน (ปชน.) โหวตค้ำไว้ให้อยู่

ทว่าในช่วงเลือกตั้ง 69 ว่ากันว่าเกิดเหตุบาดหมางขัดแย้งกันค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะความพยายาม “รุกกินแดน” ของ “ค่ายเขียว” ในบางพื้นที่ ส่งผลให้ “ค่ายน้ำเงิน” ได้ สส.ไม่ตรงเป้าที่คำนวณไว้ว่า จะเป็น “เสียงข้างมาก” ใน 2 สภาฯ ทั้งล่าง-สูง จึงทำให้ “ครูใหญ่” เปิดปฏิบัติการ “ล็อคขา” แกนนำ “ค่ายเขียว” โดยพลัน สกัดไม่ให้มาร่วมรัฐบาล รวมถึง “ตัดเสบียง” ทรัพยากรของรัฐทุกช่องทาง เพื่อไม่ให้ “ค่ายเขียว” เติบโตไปมากกว่านี้ และต้องยอมศิโรราบภายใต้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”

กรณีของ “ชนนพัฒฐ์” คือหนึ่งในกรณี “เชือดไก่ให้ลิงดู” แม้ในทางข้อเท็จจริง ที่ดีเอสไอ-ปปง.ตรวจสอบ จะพบว่า มีเส้นทางการเงินไหลเวียนไปสู่บัญชีของ “สส.กฤต” แต่เรื่องนี้คงต้องรอพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมกันอีกหลายขั้นตอน ทั้งชั้นอัยการ และจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด

ประเด็นที่น่าสนใจ ก่อนการเลือกตั้งหากจำกันได้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตผู้การจาก “บุรีรัมย์” ในฐานะ รมว.ยุติธรรม รวมถึง “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย รมว.ดีอี เคยออกปากว่ามี สส.หรือเครือข่าย สส.อีกนับ 10 คน พัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ เว็บพนันออนไลน์ และขบวนการยาเสพติด ซึ่งจะดำเนินการจับกุมเครือข่ายเหล่านี้

โดยในช่วงเวลานั้นเปิดปฏิบัติการไล่จับกุม 2 ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน (ปชน.) จนสร้างเสียงฮือฮาไปทั้งบาง เริ่มจาก 29 ธ.ค. 2568 บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส. เขตบางพลัด-บางกอกน้อย ถูกออกหมายจับ เนื่องจากมีชื่อในบริษัทที่เชื่อมโยงกับการฟอกเงิน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยมีการสืบสาวขยายเส้นทางการเงินพบว่าเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดีเจ้าตัวให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมกับลาออกจากสมาชิกพรรค เปิดทางให้พรรคส่ง “เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร” อดีต สส.กทม.เขต 24 ข้ามฟากมาสมัคร สส.กทม.เขต 33 และเข้าวินไปในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

กรณีแรกยังไม่ทันจาง เมื่อ 15 ม.ค. 2569 ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 (สอท.3) นำกำลังเจ้าหน้าที่ พร้อมหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 13 ม.ค. 2569 เข้าจับกุม “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” ผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 ปชน. ในข้อหา ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และสมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดฐานฟอกเงิน โดยจับกุมได้ที่ย่านบึงกุม กทม.

ทั้ง 2 กรณีดังกล่าว เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย ทำให้ ปชน.ต้องเปลี่ยนแคมเปญหาเสียงจาก “มีเรา ไม่มีเทา” ไปโหมโรง “พายุน้ำแข็ง” ดัน “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” อดีต สส.กทม. (ขณะนั้น ปัจจุบันเป็น สส.บัญชีรายชื่อ) ลุยปราศรัยทั่วทุกภาค ผลักดันเรื่อง “ปฏิรูปประกันสังคม” เพื่อเรียกเสียงจากผู้ประกันตนราว 24 ล้านคนแทน แต่สุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ พรรค ปชน.ตกมาเป็นอันดับ 2 ได้ สส.ไปเพียง 120 คน และไม่เป็นหนึ่งในสมการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงเวลานี้

ถัดมาไม่นานนัก โค้งสุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 69 “ค่ายสีแดง” ตกเป็นเป้าของเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยเมื่อ 6 ก.พ. 2569 “ตำรวจไซเบอร์” ออกหมายเรียก “พลากร พิมพะนิตย์” ผู้สมัคร สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 20 ก.พ. หลังจากตรวจสอบพบว่า อาจเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกับ “สจ.เปียว” ในกาฬสินธุ์ อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่ถูกกล่าวหาว่า พัวพันกับการทำเว็บพนันและหวยออนไลน์ อย่างไรก็ดี “พลากร”ปฏิเสธข้อกล่าวหา ส่วน สจ.คนดังกล่าว ภายหลังถูกออกหมายจับ ได้หลบหนีออกนอกประเทศไป

ทว่าภายหลังการเลือกตั้ง เมื่อ “ค่ายน้ำเงิน” เถลิงอำนาจเก็บชัยชนะ สส.ไป 191 ที่นั่ง (รอรับรองผลอีก 1 คน ในเขต 2 จ.สุพรรณบุรี) เรื่องการเปิดโปง 10 นักการเมืองพัวพันทุนเทาก็หายไปแทบจะทันที สื่อพยายามซักไซ้ไล่ถาม ทั้ง รมว.ยุติธรรม หรือแม้แต่ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ที่เคยพูดเรื่องนี้ กลับเงียบหายเข้ากลีบเมฆไป ไม่ดำเนินการอะไรต่ออีก จนทำให้หลายฝ่ายมองว่า เป็นแค่ “ปาหี่การเมือง” เพื่อหวังดิสเครดิตพรรคอื่นเท่านั้น

ดังนั้นกรณีข้างต้นเห็นได้ว่า แม้จะมีข้อเท็จจริงเจือสมอยู่ในข้อกล่าวหาพัวพันทุนเทาก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเปิดปฏิบัติการบุกจับกุม-ออกหมายจับครั้งนั้น มีเรื่อง “การเมือง” เข้ามาปะปนอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงก่อนเลือกตั้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หรือย้อนกลับไปไกลกว่านั้นช่วงปลายทศวรรษ 2530 มีนักธุรกิจระดับพันล้านบาท ทนง ศิริปรีชาพงษ์ หรือ “ป.เป็ด” สส.นครพนม สังกัดพรรคชาติไทย เคยถูกศาลสหรัฐอเมริกา สั่งจำคุกมาแล้ว ในข้อกล่าวหามีส่วนพัวพันกับการค้ายาเสพติดเข้าสหรัฐฯ แต่ศาลไทยไม่ส่งตัวเขาให้กับสหรัฐฯ จนสุดท้ายมีการหลบหนีเกิดขึ้น แต่โดนจับได้ และถูกศาลไทยพิพากษาจำคุก 18 ปี ต่อมา กต.สหรัฐฯ ประสานให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ไปจำคุกที่แคลิฟอร์เนีย 40 เดือน คุมประพฤติเวลา 5 ปี

แต่หากยกตัวอย่างแบบ “ทีเด็ดทีขาด” ในเรื่องการกล่าวหา และสกัดไม่ให้เติบโตในเส้นทางการเมือง หนีไม่พ้นกรณีคลาสสิกเมื่อปี 2535 ชนวนเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” กล่าวคือ ในการเลือกตั้ง 22 มี.ค. 2535 พรรคสามัคคีธรรม ซึ่งเป็นพรรคสืบทอดอำนาจให้แก่คณะรัฐประหารเมื่อปี 2534 อย่าง คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มี “ณรงค์ วงศ์วรรณ” นักการเมืองชื่อดังในช่วงเวลานั้น เป็นหัวหน้าพรรค ชนะการเลือกตั้ง ได้ สส.จำนวน 79 เสียง และได้รวมกับ “พรรคมาร” อีก 4 พรรคคือ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคราษฎร รวม 5 พรรคมี สส. 195 เสียง ดัน “พ่อเลี้ยงณรงค์” เป็นนายกฯ

ทว่ามีมือมืดปล่อยข่าวว่า “พ่อเลี้ยงณรงค์” เคยถูกสหรัฐอเมริกาปฏิเสธการให้วีซ่า เนื่องจากเคยติด “แบล็คลิสต์” ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีส่วนพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดหรือไม่ แม้ว่า “ณรงค์ วงศ์วรรณ” ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง และโต้กลับว่า เป็นการปล่อยข่าวเพื่อไม่ให้ตัวเองขึ้นเป็นนายกฯ จนสุดท้าย 5 พรรคไปผลักดัน “บิ๊กสุ” พล.อ.สุจินดา คราประยูร หัวหน้า รสช.ขึ้นเป็นนายกฯ จนหล่นวลี “เสียสัตย์ เพื่อชาติ” ส่งผลให้เกิดการชุมนุมของนักศึกษา-ประชาชน บานปลายกระทั่งเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ตามมา

นี่คือข้อมูลเบื้องต้นของบรรดา “นักเลือกตั้ง-นักการเมือง” ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับ “ทุนเทา” บางกรณีมีข้อเท็จจริง มีพยานหลักฐาน จนสามารถส่งฟ้องศาลได้ บางกรณีอยู่ในกระบวนการสืบสวนชั้นต้น

ทว่า สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ แทบทุกเหตุการณ์ มักถูกหยิบฉวยมาใช้ เพื่อสร้างโอกาส-เพิ่มแรงต่อรองทางการเมืองทั้งสิ้น