หลังจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส.ครบ 95% ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเมื่อ 4 มี.ค.วาระต่อไป คือการดำเนินขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ มาตรา 121 คือการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก ภายใน 15 วันนับจากวันประกาศผลเลือกตั้ง สส.
โดยล่าสุดสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ระบุว่า “รัฐพิธีเปิดสมัยประชุม” จะเกิดขึ้น วันที่ 14 มี.ค. และถัดไปจะมีการประชุมสภาฯ เพื่อให้ สส.กล่าวปฏิญาณตนต่อที่ประชุม พร้อม เลือก ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธาน
เท่ากับว่าเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการที่สส.หรือในฐานะ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ต้องเดินหน้าทำงานตามบทบาทที่รัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมกำหนดไว้
สิ่งที่ต้องจับตาการเมืองในสภาฯ คือ การเดินหน้าผลักดันกฎหมายตามนโยบาย หรือวาระทางการเมืองของแต่ละพรรคที่จั่วหัวมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยสส.สามารถผลักดันและเดินหน้าได้ทันทีหากมีร่างกฎหมายและมี สส.ที่พร้อมลงชื่อรับรองร่างกฎหมายครบถ้วน
ล่าสุด “พรรคประชาชน” ประกาศวาระกฎหมายที่เตรียมผลักดันผ่านสภาฯ ทันทีเกือบ 30 ฉบับ โดยหนึ่งในนั้น มีประเด็นปลดล็อกท้องถิ่น รวมถึง กทม. แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกันสังคม กฎหมายคุ้มครองแรงงาน
ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มีสถานะเป็น “แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ยังไม่ปรากฎการผลักดันวาระกฎหมาย หรือประกาศสานงานต่อผ่านกลไกนิติบัญญัติ
หากพิจารณาจากที่ แกนนำพรรคสีน้ำเงิน หาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้งในหลายโครงการ เช่น คนละครึ่งพลัส เฟสสอง กองทุนภัยพิบัติ พยาบาลอาสา หมู่บ้านละ 1 คน บัตรสวัสดิการพลัส(ทำบัตรคนจนใหม่) เศรษฐกิจสีเขียว ที่ว่าด้วยทำโซลาร์เซลล์ชุมชน หรือจีดีพีโต 3% พลัส เพื่อพลิกฟื้นวิกฤติเศรษฐกิจจากมาตรการ 10 พลัส ล้วนเป็นวาระที่ทำได้ โดยไม่ต้องอาศัยยกร่างกฎหมาย หรือทำกฎหมายใหม่
เช่น กองทุนภัยพิบัติ ที่มีระเบียบของกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติของ ภายใต้ชื่อ “กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดูแล เป็นระเบียบนำทางให้ปฏิบัติได้ทันที เป็นต้น
ขณะที่พรรคร่วมเบอร์ต้น เช่น “พรรคเพื่อไทย” ประกาศนโยบายสำคัญ เช่น สร้างเศรษฐีเงินล้าน เติมเงินให้คนมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน นโยบายยิ่งกว่าพลัส เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย สามารถใช้มติรัฐบาลเดินหน้าได้
ทว่าในรัฐบาลผสมหลายสี ภูมิใจไทยถือว่าเป็นพรรคแกนนำที่มีเสียงถึง 191 จึงอำนาจกำหนดทิศทางได้เบ็ดเสร็จ เพราะปัจจัยแรกที่ต้องคำนึงถึง คือนโยบายที่ใช้ค้ำยันอายุ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ให้อยู่ครบเทอม
ตามกลไกของรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 กำหนดให้มีความต่อเนื่องของการพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างมาจากสภาฯ ชุดก่อนหน้า โดยให้ ครม.ชุดใหม่ร้องขอต่อรัฐสภาภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก
ขณะที่ฐานข้อมูลวิชาการและกฎหมายของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ระบุว่าสภาฯชุดที่ 26 มีร่างกฎหมายที่เสนอในสภาฯ รวม 246 ฉบับ แบ่งเป็นเสนอโดย สส.207 ฉบับ และภาคประชาชน 39 ฉบับ สามารถผ่านออกมาเป็นกฎหมายได้ 32 ฉบับ
สำหรับร่างกฎหมายที่ค้างพิจารณา ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 78 ฉบับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 18 ฉบับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (ตามรัฐธรรมนูญ 2560) รวม 16 ฉบับ โดยจำนวนนี้ พบว่ามีร่างกฎหมายถูกอยู่ในกระบวนการ ชั้นสภาฯ 15 ฉบับ และชั้นวุฒิสภา 13 ฉบับ
ความน่าสนใจ คือร่างกฎหมายการเมือง ที่ถูกผลักดันในช่วงปลายสภาฯ ชุดที่ 26 พบว่ามีพรรคใหญ่ ทั้ง “ภูมิใจไทย-ประชาชน-เพื่อไทย-รวมไทยสร้างชาติ” ได้เริ่มก่อรูป จะถูก “รัฐบาลธงชาติ” ชุดนี้ผลักดันต่อหรือไม่
หากสแกนตามข้อมูลร่างกฎหมายที่คาอยู่ จะเห็นได้ว่า มีกลุ่มกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทย มีส่วนเสนอร่วมกับพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย คือ กลุ่มร่างกฎหมายปลดล็อกท้องถิ่น ทั้งร่างกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ร่างกฎหมายเทศบาล ร่างกฎหมายระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น เป็นต้น
ดังนั้นร่างกฎหมายกลุ่มแรกนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่า จะถูกพิจารณาให้เดินหน้าต่อตามกระบวนการที่ส่วนใหญ่อยู่ในชั้น “กรรมาธิการของวุฒิสภา” พิจารณา เช่นเดียวกับ ร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ครั้งเมื่อสภาฯ ชุดที่ 26 พิจารณา มีชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ร่วมเสนอร่างกฎหมายต่อสภาฯ และผ่านกระบวนการขั้นตอนที่ใช้เวลานานนับปี ก่อนมีการลงมติเห็นชอบ และส่งให้วุฒิสภาพิจารณา
ขณะที่ "ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ที่ 3 พรรคร่วมผลักดัน คือ รวมไทยสร้างชาติ กล้าธรรม ภูมิใจไทย โดยส่วนของภูมิใจไทย “อนุทิน” นำเสนอร่างกฎหมายด้วยตัวเอง แม้ภายหลังเนื้อหาของร่างจะถูกปรับปรุง ให้มีเนื้อหาอ่อนไหวต่อการนิรโทษกรรม คดีมาตรา 112 ให้กับ “เยาวชนอายุต่ำกว่า 18ปี”
หากรัฐบาลภูมิใจไทยต้องการให้ไปต่อ เพื่อสมกับเป้าหมายที่ “บ้านใหญ่” ในขั้วของลุงกำนัน ที่ปัจจุบันย้ายมาสังกัดพรรคสีน้ำเงินต้องการ ย่อมสามารถทำได้ โดยใช้กลไก “กมธ.วุฒิสภา” ปรับปรุงเนื้อหา
นอกจากนั้น ยังมีร่างกฎหมายการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่..) พ.ศ... ที่ ครม.ในสมัยที่ “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำ ส่งเข้าสภาฯ แต่ถูก “พรรคประชาชน” ตั้งข้อสังเกตด้วยความกังวลว่า เปิดช่องให้ใช้ “พื้นที่การท่าเรือคลองเตย” ต่อยอดทำกาสิโนถูกกฎหมาย โดยการพิจารณาในชั้น “วุฒิสภา” มีการแก้ไขสาระของเนื้อหา ทำให้ต้องรอให้ที่ประชุมสภาฯพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับการแก้ไขของสว.หรือไม่
สำหรับกฎหมายอีกหลายฉบับที่อยู่คาอยู่ในกระบวนการของสภาฯ พรรคประชาชนประกาศเรียกร้องให้ “ครม.ใหม่” มีมติให้ไปต่อเพราะเป็นร่างกฎหมายที่ สส.พรรคส้มผลักดัน
แต่ในภาคปฏิบัติทางการเมืองที่ผ่านมา “รัฐบาลใหม่” มีสิทธิ์ยืนยัน หรือไม่ยืนยันก็ได้ โดยมีฐานพิจารณาว่า ได้ประโยชน์ร่วม หรือ“พรรคแกนนำรัฐบาล” เคยมีส่วนเสนอด้วย
เมื่อสแกนดูร่างกฎหมาย ที่อยู่ในกระบวนการของสภาฯ มีส่วนหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยมีบทบาทนำในการยื่นร่าง และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่อาจถูกต่อยอดเป็นผลงานได้ อาทิ ร่าง พ.ร.บ.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ ร่าง พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา
ขณะที่ “ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” ที่วาระของรัฐสภาบรรจุ 17 ฉบับ และมี 1 ฉบับ คือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ถูกถอนออกจากวาระกลางทางระหว่างพิจารณาวาระสอง แต่ไม่ได้กลับเข้ารัฐสภาอีก เพราะ ยุบสภาเสียก่อน
หากพิจารณาโอกาสโละทิ้ง หรือปัดฝุ่นใหม่ ภูมิใจไทย อาจต้องพิจารณาเนื้อหาให้ดี แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนั้น “อนุทิน” จะลงชื่อเสนอด้วย แต่สาระที่ถูกปรับไปมาก โดยเฉพาะ “การได้มาซึ่งผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ” ที่ให้รัฐสภาเลือกตามสูตร 20 หยิบ 1 ตามธง “พรรคประชาชน” ในแง่ความได้เปรียบของ “เสียงข้างมาก” มีเปอร์เซ็นต์สูงที่ “ครม.-ภูมิใจไทย” จะเห็นชอบให้เดินหน้าต่อ เพราะบทบัญญัติที่ให้เสียงข้างมากในรัฐสภาเป็นต่อ-คุมเกมแก้รัฐธรรมนูญ แม้ว่า “ฝั่ง สว.สีส้ม” เริ่มก่อหวอดไม่เห็นด้วย เพราะหมดทางคุมเกมแก้รัฐธรรมนูญ
ดังนั้น นับจากนี้ไปไม่เกิน 2 เดือน คงเห็นได้ชัดว่า “ร่างกฎหมายใดบ้าง” จะได้ไปต่อ ซึ่งปัจจัยสำคัญย่อมไม่พ้นแรงจูงใจ หรือผลประโยชน์การเมืองที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้





