วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

ดีเดย์ชงศาล ชี้ชะตา '44 สส.ส้ม' ? ปชน.ปลุกไฟ 2475 สู้ ‘รัฐพันลึก’

ดีเดย์ชงศาล ชี้ชะตา '44 สส.ส้ม' ? ปชน.ปลุกไฟ 2475 สู้ ‘รัฐพันลึก’

ครบกำหนด 30 วัน หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมกันลงชื่อ และเสนอแก้ไขร่างประมวลกฎหมายอาญา โดยมีการแก้ไขมาตรา 112 ด้วย เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา 

ความคืบหน้าล่าสุดในเรื่องดังกล่าว มีรายงานจากสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า ฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างร่างคำฟ้องเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาพิจารณา โดยจะเร่งให้ทันภายในกำหนด 30 วัน คือในวันนี้ 9 มี.ค.2569 หากไม่แล้วเสร็จ ยังสามารถขยายเวลาเพื่อยื่นคำร้องได้ 

ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช.จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เนื่องจากกระบวนการร่างคำร้อง ต้องดำเนินการให้รอบคอบ รัดกุม และยึดโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยสาเหตุที่กระบวนการต้องใช้เวลา เนื่องจากคดีนี้ข้อเท็จจริงเยอะ ต้องบรรยายข้อเท็จจริงทางคดีให้ชัดเจน เพราะอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่ถูกชี้มูลไปนั้น ยื่นเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา หลายมาตรา โดยหนึ่งในมาตราเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับการแก้ไขมาตรา 112

นอกจากนี้ ในการร่วมลงชื่อ และแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว สืบเนื่องจากนโยบายหาเสียงของพรรคเมื่อปี 2566 ทำให้ต้องอธิบายให้ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงว่าอดีต 44 สส.ร่วมกันลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญานั้น เข้าข่ายอยู่ในเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัย กรณียุบพรรคก้าวไกลไว้แล้วหรือไม่ รายละเอียดข้อเท็จจริงเกือบทั้งหมด เป็นไปตามเอกสารสรุปคำชี้มูลของสำนักงาน ป.ป.ช.ที่เผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 9 ก.พ. เพียงแต่ในการร่างคำฟ้อง คือการขยายข้อเท็จจริงให้เห็นภาพรวมชัดขึ้น

สำหรับสาระสำคัญนำสำนวน ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.ก้าวไกล คือ การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ดังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง การกระทำของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ได้เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน รวมเป็นผู้เสนอทั้งสิ้น 44 คน

มีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่น และธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยก หรือชี้แจงการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนได้ว่า มิได้ร่วมกันดำเนินการเสนอญัตติ โดยมิได้มีเจตนาร่วมกันแต่อย่างใด และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายไม่ได้มีการชี้แจงให้เห็นถึงการกระทำที่แบ่งแยกโดยชัดเจนว่าต่างคนต่างกระทำในการเสนอญัตติ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนาร่วมกัน ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ลงวันที่ 31 ม.ค.2567

สรุปนัยสำคัญในการชี้มูลความผิดอดีต สส.ก้าวไกล ดังกล่าวคือ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มองว่า กระบวนการยื่นแก้ไขร่างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2564 แต่กระบวนการต่อเนื่องไปจนการเลือกตั้งปี 2566 ที่ “ก้าวไกล” นำโดย “พิธา” นำมาใช้ในการหาเสียงด้วย ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย “ยุบพรรคก้าวไกล” เมื่อปี 2567

เมื่อ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว จะออกมาหน้าไหนได้บ้าง 

1.ศาลฎีการับคำร้องโดยไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เท่ากับว่าอดีต 44 สส.ก้าวไกล ปัจจุบันถูกรับรองการเลือกตั้งปี 2569 เป็น สส.สังกัดพรรคประชาชน (ปชน.) จำนวน 10 คน จะต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ศาลฎีการับคำร้อง

โดย 10 สส.ปชน.ได้แก่ สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 2.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 3.นายรังสิมันต์ โรม 4.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 5.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์ 6.ณัฐวุฒิ บัวประทุม 7.วาโย อัศวรุ่งเรือง 8.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ (เดิมเป็น สส.กทม.) และสส.เขต 2 คน คือ ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.เขต 18 และเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.เขต 33

2.หากศาลฎีการับคำร้อง แล้วมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เช่น สั่งไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทั้ง 10 สส.ปชน.จะสามารถทำหน้าที่ในสภาฯได้ต่อไป  

3.ศาลฎีกา ไม่รับคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริง เชื่อได้ว่าไม่มีการกระทำผิดตามคำร้อง

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลบังคับใช้ มี สส.และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายคน เคยตกอยู่หน้าบัลลังก์คำวินิจฉัยของศาลฎีกา คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมมาแล้วหลายคน และไม่เคยมีใครรอดพ้นความผิดไปได้แม้แต่คนเดียว

หนึ่งในนั้นคือ “ช่อ”พรรณิการ์ วาณิช อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกชี้มูลผิดเมื่อปี 2566 และศาลชี้ว่าเธอมีความผิดจริยธรรมร้ายแรง ฐานโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ส่อพาดพิงสถาบันฯ โดยถูกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือให้เข้าใจง่ายคือการ “ประหารชีวิตทางการเมือง” นั่นเอง

แม้ว่าช่วงก่อนการเลือกตั้ง “คีย์แมนส้ม” จะมองเห็นฉากทัศน์นี้ และพยายามแก้ไข เอา สส.ของพรรคที่ต้องชนักดังกล่าว มาลงสมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์แทน เพราะหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้น ยังสามารถเลื่อนบรรดาผู้สมัครคนอื่น ขึ้นมาเป็นแทน ทำให้ไม่เสียเก้าอี้ สส.ในสภาฯ ส่วน 2 สส.เขต กทม.นั้น ผลเลือกตั้ง 69 สะท้อนให้เห็นแล้วว่า “เมืองหลวงส้ม” แข็งแกร่ง และต่อให้ส่งใครลง “คนกรุงฯ” ก็กาให้ “ส้ม” อยู่ดี จึงไม่จำเป็นต้องระแวดระวังอะไรมากนัก

โดย 8 สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะเลื่อนขึ้นมาเพิ่มเติม 8 ลำดับ หากสส.ที่ขึ้นเขียงคดีจริยธรรมถูกลงดาบ ได้แก่ ธนพร วิจันทร์ ปีกแรงงาน ลำดับที่ 32 กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรค ลำดับที่ 33 ณรงเดช อุฬารกุล อดีตประธาน กมธ.เกษตรฯ ลำดับที่ 34 ชุติมา คชพันธ์ อดีตกรรมการ บจ.ส้มจี๊ด ธุรกิจของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตผู้ชำนาญการประจำตัว “เจี๊ยบ อมรัตน์” ลำดับที่ 35

ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เพื่อไทย บ้านใหญ่เชียงใหม่ ลำดับที่ 36 นพณัฐ มีรักษา หัวหน้าฝ่ายนโยบาย ปชน. ลำดับที่ 37 รัชนาท วานิชสมบัติ อดีตข้าราชการท้องถิ่น ลำดับที่ 38 นิธิกร บุญยกุลเจริญ หรือ “ปาล์ม” ผู้ร่วมก่อตั้ง 9Geek ร่วมกับ “เท้ง ณัฐพงษ์” ทีมยุทธศาสตร์ดิจิทัลของพรรค ลำดับที่ 39

แม้ว่า “แต้มในสภาฯ” จะยังคงใกล้เคียงหรือเท่าเดิมกับการเลือกตั้งปี 69 แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ บรรดาแกนนำระดับ “หัวแถว” ต่างต้องพ้นจากหน้าฉาก ไปอยู่หลังฉาก จะส่งผลกระทบอย่างหนักในการอภิปราย หรือออกแอ็กชันต่าง ๆ ผ่านหน้าสื่ออย่างมาก เนื่องจาก 10 สส.ปชน.ที่ต้องคดีนี้ ล้วนเป็น “ระดับนำ” และถูกสปอร์ตไลต์ฉายมาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “เท้ง ณัฐพงษ์-ไหม ศิริกัญญา-รังสิมันต์ โรม-วิโรจน์-ปกรณ์วุฒิ-ณัฐชา-วาโย” เป็นต้น

นอกจากนี้ “เท้ง ณัฐพงษ์” อาจชิงลาออกจากเก้าอี้หัวหน้าพรรค เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องเดดล็อกในรัฐธรรมนูญ เพราะเขามีสถานะเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาฯ ซึ่งพรรค ปชน.มีแนวคิดจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรคครั้งใหญ่ ในช่วงเดือน มี.ค.อยู่แล้ว ภายหลังพ่ายศึกเลือกตั้ง โดย “ติ่ง” ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค 1 ใน 3 “กลุ่มเพื่อนเอก” จะลาออกจากเลขาฯ เพื่อรับผิดชอบผลการเลือกตั้ง ถอยไปเดินหมากอยู่หลังฉากตามเดิม

ดังนั้น ปชน.จึงต้องผลักดัน “แกนนำแถว 4” ขึ้นมา “กอบกู้” วิกฤติการณ์ของพรรคในครั้งนี้ 

นัยหนึ่งเพื่อรักษาความมั่นคงภายในพรรคที่สั่นคลอนอย่างหนักหลังเลือกตั้ง อีกนัยหนึ่งคือการปลุกอุดมการณ์ “2475” ให้กลับมาลุกโชนในใจอีกครั้ง หลังนโยบาย Grand Compromise ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อฝ่าย “ชนชั้นนำ-รัฐพันลึก” ไม่เอาด้วย

แน่นอนว่า ชื่อหนึ่งที่ถูกโยนหินถามทางมาตลอด นั่นคือ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคคนปัจจุบัน หนึ่งในผู้ผลักดันด้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนโยบายด้านการศึกษาของพรรค 

ส่วนอีกคนหนึ่งคือ “ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ผู้อยู่เบื้องหลังการร่างนโยบายของพรรคมาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ หนึ่งใน “กลุ่มวงใน” ใกล้ชิด “กลุ่มเพื่อนเอก”

ส่วนทีม กก.บห.ชุดใหม่ อาจมีชื่อ สส.ที่เริ่มมีบทบาทในสภาฯ ชุดที่ผ่านมา เช่น สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 11 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจ ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 18 ศุภโชติ ไชยสัจ ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 21 ภคมน หนุนอนันต์ แกนนำพรรคภาคใต้ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 25 รอมฎอน ปันจอร์ แกนนำขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 29

นอกจากนี้ ในส่วน สส.กทม.ที่สร้างปรากฏการณ์ “เมืองหลวงส้ม” หลายคนที่มีชื่อชั้นในสภาฯ และเป็นที่รู้จักผ่านสาธารณะ อาจถูกดันมาเป็น กก.บห. เช่น ธนเดช เพ็งสุข สส.เขต 13 ผู้เปิดโปงเรื่องฉาวโฉ่เกี่ยวกับวงการกองทัพ “ทนายแจม” ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์” สส.เขต 11 อดีตทนายความด้านสิทธิมนุษยชน “ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” สส.เขต 9 ผู้ขุดข้อมูลสารพัดเรื่องทุจริต และ “ชยพล สะท้อนดี” สส.เขต 8 เป็นต้น

แม้แต่ สส.ที่มีคดีความติดตัวเกี่ยวกับ “มาตรา 112 - พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ” แต่กลับมีบทบาทสูงภายในพรรคในช่วงหลัง โดยถูกส่งลงสมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เช่น “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก หรือ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ ก็อาจถูกดันขึ้นเป็น กก.บห.ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อกอบกู้กระแสของพรรค ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน

ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค และคอยช่วยเหลืออยู่ “หลังม่าน” ปัจจุบันถูกผลักดันมาเปิดตัวเป็น “แถวหน้า” อาจถูกผลักดันขึ้นมาเป็น กก.บห.เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ทีมบริหาร The Professionals ด้านเศรษฐกิจใหม่ สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 5 ณัฐยา บุญภักดี ทีมบริหาร The Professionals ด้านความมั่นคงของมนุษย์ สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 6 ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ทีมบริหาร The Professionals ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 7 ธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษาด้านกฎหมายพรรค สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 12 ประมวล สุธีจารุวัฒน ทีมบริหารด้านดิจิทัล ของพรรค สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 22 เป็นต้น

ที่สำคัญ คือตำแหน่ง “เลขาธิการพรรค” ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทในการตัดสินใจของพรรคมาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ก้าวไกล "ชัยธวัช ตุลาธน" มาถึง ปชน."ศรายุทธิ์ ใจหลัก" ซึ่งล้วนเป็น “กลุ่มวงใน-เพื่อนเอก” มาทั้งสิ้น 

ในรอบนี้"พ่อบ้าน"พรรคส้มจะเป็นใคร อดใจรอภายในเดือน มี.ค.นี้ รู้ผล