วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม 2569

Login
Login

เด็จพี่ แนะรัฐบาลรับมือวิกฤติพลังงาน หวั่นเงินเฟ้อพุ่ง ปชช.แย่

เด็จพี่ แนะรัฐบาลรับมือวิกฤติพลังงาน หวั่นเงินเฟ้อพุ่ง ปชช.แย่

'พร้อมพงศ์' แนะรัฐบาล วางแผนรับมือวิกฤติพลังงาน เร่งหาแหล่งนำเข้า 'น้ำมัน' ใหม่ หวั่นสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ทำเงินเฟ้อพุ่ง วอนนายกฯออกมาตรการป้องสินค้าขึ้นราคา

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับอิหร่าน รวมถึงความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุช ว่า กำลังสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ ซึ่งประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนจำนวนมาก จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก

"ราคาน้ำมันไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือค่าครองชีพของคนทั้งประเทศ หากราคาน้ำมันขยับขึ้นเมื่อใด ต้นทุนค่าขนส่งก็จะขยับขึ้นทันที และสุดท้ายราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็จะปรับตัวตามไปด้วย ภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชน" นายพร้อมพงศ์ กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณความกังวลของประชาชนในหลายพื้นที่ เกิดการแห่เติมน้ำมันและกักตุนน้ำมัน หลายสถานีบริการน้ำมันในต่างจังหวัดมีการขึ้นป้ายแจ้งน้ำมันหมด สะท้อนความตื่นตระหนกของประชาชนต่อสถานการณ์พลังงาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ค่าขนส่งอาจปรับเพิ่มขึ้นและส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยปรับตัวตาม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อได้

ในทางปฏิบัติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) พร้อมมีคำสั่งห้ามส่งออกเชื้อเพลิงและเพิ่มกำลังสำรองน้ำมัน ซึ่งถือเป็นมาตรการเบื้องต้นที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบ แต่ในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน สิ่งใดที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้โดยไม่ขัดกฎหมาย ควรเร่งดำเนินการทันที

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลควรวางแผนรับมือวิกฤตด้านพลังงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ กรณีสถานการณ์คลี่คลายเร็ว กรณีสถานการณ์อยู่ในระดับปานกลาง และกรณีการสู้รบยืดเยื้อ เพื่อให้ประเทศมีแผนรองรับที่ชัดเจนในแต่ละช่วงเวลา และสามารถลดผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้รัฐบาลควรเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันจากพื้นที่ความขัดแย้ง พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด

“เมื่อราคาพลังงานขยับ สิ่งแรกที่จะได้รับผลกระทบคือมนุษย์เงินเดือน ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และคนหาเช้ากินค่ำ รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและเด็ดขาด ป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าต่างๆ ปรับขึ้นเกินความจำเป็น รัฐบาลควรออกมาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเข้มงวด ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงสถานการณ์วิกฤต รวมทั้งเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนในมิติต่างๆ เท่าที่รัฐบาลจะสามารถดำเนินการได้” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง และราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ไม่อยากให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของเศรษฐกิจ มาซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนมากไปกว่านี้ เรายังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยืดเยื้ออีกนานเพียงใด จึงขอให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้