ด้วยบริบทของภัยคุกคามในปัจจุบัน ได้แปรรูปจากเดิมไปสู่มิติซ้ำซ้อน เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคเศรษฐกิจ ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์(AI) สงครามข้อมูลข่าวสาร การบิดเบือน รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ จากความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังจัดระเบียบโลกใหม่
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น วิกฤติจับตัวประกันสถานทูตอิสราเอลประจำกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2515 กรณีคนร้ายใช้รถบรรทุก 6 ล้อ บรรทุกดินระเบิดซีโฟร์เต็มอัตราต่อวงจรพร้อมทำงาน มุ่งหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา หรือสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ปี 2537
เหตุระเบิดที่บ้านพักภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 31 ย่านคลองตัน เตรียมบอมบ์สถานทูตอิสราเอลในไทย ปี 2555 หรือแม้กระทั่งการลอบวางระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณ แยกราชประสงค์ กทม.ปี 2558
“หน่วยงานความมั่นคง” มั่นใจว่า ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย เนื่องจากมาตรการเตรียมความพร้อม การป้องกัน และเฝ้าระวังของไทยในปัจจุบัน พัฒนาไปตามลําดับ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เครื่องมือ แกะรอย ติดตามกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในแบล็กลิสต์ โดยดำเนินการมานานแล้ว ไม่ใช่มา Alert เพียงไม่กี่วัน
จึงเชื่อว่าการก่อเหตุ ไม่สามารถทำได้โดยง่ายดาย ครอบคลุม กลุ่มผู้ก่อการร้ายที่แทรกซึมเข้ามาในประเทศไทย เพื่อรอรับคำสั่งปฏิบัติการโจมตี (Sleeping call หรือ Sleeper Cells) รวมถึงการก่อเหตุคนเดียว (Lone Wolf)
ท่ามกลางข้อกังวลของสังคม ที่เกรงว่าประเทศไทยจะกลายเป็นสถานที่ล้างแค้นเหตุวิกฤติตะวันออกกลางไม่ต่างกับในอดีต แม้ไทยจะมีนโยบายถ่วงดุล เป็นมิตรกับทุกประเทศ ไม่เป็นศัตรูกับใครก็ตาม
เหตุประเทศไทย คือ หมุดหมายนักท่องเที่ยวทุกเชื้อชาติ ประกอบกับนโยบายฟรีวีซ่า ส่งผลให้สถานที่ท่องเที่ยว บางจังหวัดกลายเป็นพื้นที่สัญลักษณ์ แหล่งพักพิงชั่วคราวนักท่องเที่ยวชาติใดชาติหนึ่ง และไทยอาจถูกดึงเข้าไปอยู่ในวังวนความขัดแย้ง
“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย สั่งการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ยกระดับการดูแลรักษาความปลอดภัยทั้งประเทศ ผ่านหน่วยงานเกี่ยวข้อง อาทิ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม หน่วยข่าวกรองเหล่าทัพ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดยเน้นย้ำข้อมูลงานด้านการข่าว แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับต่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับก่อการร้าย เกาะติดความเคลื่อนไหวทุกกลุ่ม ที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชี ปูพรมสแกนพื้นที่เฝ้าระวัง สถานที่สำคัญ สถานที่เชิงสัญลักษณ์ สถานทูต สถานที่ท่องเที่ยว สนามบิน ขนส่ง สาธารณูปโภค รถไฟฟ้า รถใต้ดิน รวมถึงชุมชนมุสลิมใน กทม. ปริมณฑล และจังหวัดชายแดนภาคใต้
ส่วนกรมการปกครอง ขันน็อตผู้ว่าราชการจังหวัด การปกครองท้องถิ่น อามาสาสมัคร ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.) ตรวจตราลาดตระเวนเส้นทางเข้า-ออกหมู่บ้าน แหล่งชุมชน แหล่งท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ
พร้อมให้เกาะติดดูแลความปลอดภัยกลุ่มนักเที่ยวชาวตะวันออก ที่มีสถิติเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ในลักษณะพักผ่อนระยะยาว
ในจํานวนนี้ มีทั้งอดีตทหาร และทหารประจําการที่เข้าสู่วงรอบการหยุดพัก โดยการท่องเที่ยวมีลักษณะแบ็กแพ็กเกอร์ เช่น ไปเที่ยว สปป.ลาว ก่อนมา อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้นกระจายตัวไป กทม. และลงภาคใต้ เช่น จ.ภูเก็ต เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงัน จ.พังงา
โดยมีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)ทำหน้าที่ควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวขอเดินทางต่อไปยังพื้นที่อื่น จะมีการควบคุมจำนวน ตรวจสอบที่พักอาศัย
ส่วนผู้ประกอบการโรงแรม ต้องมีการบันทึกนักท่องเที่ยวเข้าพักมาจากประเทศใด มีจำนวนเท่าไหร่ ต้องรายงานให้อำเภอ และตม.รับทราบทุกสัปดาห์ ก่อนนำไปตรวจสอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศไทย
นอกจากนี้ การรักษาความปลอดภัยครอบคลุมไปถึงชุมชนชาวตะวันออกกลางในประเทศไทย เช่น ยานนาวา บึงกุ่ม สะพานสูง และมีนบุรี กทม. และกระจายตัวพื้นที่ พัทยา จ.ชลบุรี
สอดรับกับแผนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่องดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ด้วยการรวบรวมข้อมูลชาวต่างชาติในกลุ่มประเทศคู่ขัดแย้ง สถานที่พำนัก ทั้งในส่วนของฝ่ายที่อาจเป็นผู้กระทำ และฝ่ายที่เป็นผู้ถูกกระทำ
เฝ้าระวังสถานที่รวมตัวจัดกิจกรรม และเพิ่มกำลังดูแลสถานทูต ชาบัดเฮาส์ โบสถ์ยิว ที่พักอาศัยกลุ่มชาวยิว มัสยิด ชุมชนชาวชีอะห์ ประเทศคู่ขัดแย้ง อย่างเข้มข้น
พร้อมเฝ้าระวัง ป้องกันไม่ให้มีการผสมโรง สร้างสถานการณ์ทั้งในเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง และปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาจสวมรอยก่อเหตุความไม่สงบในช่วงนี้
พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตร การป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 โดยระบุว่า ภัยคุกคามในยุคนี้ อาจไม่ได้ปรากฏในรูปของเสียงปืน เสียงระเบิดเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐ ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน และบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ความมั่นคงในโลกปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องของความพร้อมในเชิงระบบ ทางด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร และที่สำคัญคือความพร้อมของผู้นำ ซึ่งผู้นำที่พึงประสงค์ต้องมองภัยคุกคามอย่างบูรณาการ คิดเชิงยุทธศาสตร์ สร้างความร่วมมือระหว่างและเอกชนและประชาชนให้เกิดทางร่วมที่แข็งแกร่ง
สถานการณ์ที่ซับซ้อนซึ่งเราต้องเชื่อมโยงมิติการเมืองเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา การทหารวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีรวมถึงสิ่งแวดล้อมให้เป็นภาพเดียวกัน เพราะภัยคุกคามสมัยใหม่ไม่แยกส่วน ทำให้การแก้ปัญหาไม่อาจแยกส่วนได้ เช่นเดียวกัน
พร้อมชูยุทธศาสตร์ 3 ประการ 1. ทุนทางปัญญา คือ คิดลึก คิดไกล คิดต่าง อย่างมีความรับผิดชอบ 2. ทุนทางเครือข่าย สร้างความไว้วางใจข้ามหน่วยงานเพราะในยามวิกฤติความไว้วางใจ คือพลังที่ทรงอานุภาพที่สุด 3. ทุนทางคุณธรรม โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนความมั่นคงที่ประชาชนรู้สึกได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข ซึ่งความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากรากฐานที่เข้มแข็ง ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และยืนบนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาที่สมดุล มั่นคงยั่งยืน
พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องยืนหยัดอย่างสง่างามในเวทีโลก ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างสถาบันที่เข้มแข็งและโปร่งใส และปรับตัวได้รวดเร็วเพราะความมั่นคงของชาติใน ศตวรรษที่ 21 คือความความสามารถในการปรับตัวให้เร็วกว่าแรงกระแทกของโลก
ท่ามกลาง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กําลังถูกยกระดับ และไม่รู้ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร ไทยต้องวางตัวเป็นกลาง ควบคู่กับสร้างเกราะป้องกัน เพื่อไม่ให้ถูกดึงเข้าสู่วังวนความขัดแย้งในอนาคต





