กิจกรรมจำลองการลงคะแนนบนบัตรที่มี “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” บนบัตรลงคะแนนเสียง เพื่อไขปริศนาโค้ดโหวต เลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เขต และสส.บัญชีรายชื่อไปแล้ว แต่ข้อกังขายังต้องรอผลการพิสูจน์
กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี “นรเศรษฐ์ ปรัชญากร” สว. เป็นประธาน กมธ.
การจำลองการลงคะแนน ได้ใช้สถานการณ์ "เลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ" โดย “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. เป็นคนดำเนินกิจกรรม และมีอาสาสมัคร จากตัวแทนผู้สื่อข่าว นักวิชาการ และนักการเมือง เข้าร่วมทดสอบ เป็นผู้ลงคะแนนรวม 10 คน และมีทีมถอดรหัส ซึ่งเป็นนักศึกษา ประชาชนนักการเมือง จำนวน 5 ทีม ทีมละ 2 คน ร่วมกิจกรรมถอดรหัสการลงคะแนนผ่านบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
ทั้งนี้ พบว่าทีมถอดรหัส สามารถถอดรหัสการลงคะแนนที่สืบย้อนไปยังผู้ลงคะแนนได้ถูกต้อง 10 คน จำนวน 3 ทีม ถอดรหัสถูก 9 คน จำนวน 1 ทีม และถอดรหัสถูก 4 คน จำนวน 1 ทีม
“ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” นักวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การจัดจำลองเลือกตั้ง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า กกต. ควรยกเลิกบาร์โค้ดแบบ 1 ต่อ 1 เพราะการพิสูจน์จากกิจกรรมทดลองสามารถรู้ได้ว่าใครเลือกใคร เพราะหัวคะแนนที่เฝ้าดูการลงคะแนนสามารถตรวจสอบจากลำดับลงคะแนนได้ว่าเงินซื้อเสียงได้ผลหรือไม่
“ผลพิสูจน์พบว่าไม่ต้องมีต้นขั้ว หรือมีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง สามารถรู้ได้ว่าเลือกใคร นอกจากนั้น กกต.จะมั่นใจอย่างไรว่าไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด หรือในเขตใด อาจจะทุจริต ผมไม่ได้กล่าวหา แต่ในวงในราชการมีเกิดขึ้นแล้ว”
“ปริญญา” ระบุอีกว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ ความมั่นใจในระบบที่หัวคะแนน หรือเจ้าหน้าที่กกต. ไม่รู้ว่าเลือกใคร หากประชาชนรับเงินต้องมีสิทธิกากบาทในสิ่งที่อยากกา ไม่ใช่รับเพราะเงิน หรืออยู่ในเขตอิทธิพล หากไม่เลือกบ้านใหญ่ หรือเป็นนักธุรกิจต้องไม่กลัวว่า
“หากพรรคที่เลือกเข้าไปเป็นฝ่ายค้านจะเดือดร้อนกับธุรกิจหรือไม่ ดังนั้นเป็นหลักเลือกตั้งโดยรับที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย" นายปริญญา กล่าว
“สมบัติ บุญงามอนงค์” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวว่า รหัสอิเล็กทรอนิกส์บนบัตรเลือกตั้งกับระบบที่สืบค้นได้ว่าผู้ที่ไปใช้สิทธิ์เลือกใคร ได้ทำลองเป็นที่ประจักษ์แล้ว ตนคิดว่าสิ่งที่อยากรู้คือ เจตนา มีโอกาสหรือไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีเจตนาหรือขาดเจตนา
ทั้งนี้ ตนอยากทราบว่าเจตนาที่ซ่อนอยู่คืออะไร แต่กรณีที่กกต. ไม่ชี้แจง และเลือกฟ้องปิดปาก หรือไม่ชี้แจง เข้าใจว่ามีเจตนาซ่อนอยู่ที่เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป
“ประเด็นปัญหาบัตรเขย่ง ผมมองว่า กกต. ควรสุ่มตรวจ เพื่อคะแนนที่กา กับคะแนนที่รวบรวมหรือไม่ เพื่อแสดงให้เห็นเป็นความพยายามแสดงให้เห็นถึงการทำงานที่โปร่งใส แต่ความผิดพลาดเกิดจากคณะกรรมการประจำหน่วย”
ขณะเดียวกัน “เจษฎ์ โทณะวณิก” แกนนำพรรครักชาติ กล่าวว่า จากการทำกิจกรรมทดลองเป็นเรื่องดี เพราะทำให้เห็นว่ารู้ลำดับที่ และสแกนหมายเลขบัตรได้ มีคนที่รู้ได้ ซึ่งมีคนที่ตั้งข้อสังสัยคือ เจ้าหน้าที่ ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ หากเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยถูกซื้อจริง สิ่งที่ทดลองทำนั้นสามารถเปิดเผยได้ทั้งหน่วย และในกรณีที่ กกต. รับรู้ถึงเหตุที่เกิด ที่เกิดว่าจะรู้นั้นแสดงว่า กกต. 7 คนและเลขาธิการ กกต. มีโอกาสถูกกล่าวหาว่ารู้เห็นเป็นใจในกระบวนการดังกล่าว
สำหรับสิ่งที่ กกต. ต้องอธิบายให้ได้ว่าทำแบบนี้ ที่เป็นความต่างของ 3 บัตรเลือกตั้ง ทั้งบัตรเลือกตั้งเขต บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติ ที่พบว่าบัตรสีชมพูมีหมายเลขเฉพาะตน หากอธิบายไม่ได้ และหากมีกรรมการประจำหน่วยถูกซื้อ ถือว่ากระบวนการนั้น และทำให้หัวคะแนนรับรู้ได้ ถือว่าน่ากังวล
“ผมหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญ จะรับเรื่องดังกล่าวพิจารณา หากอยู่ในความคลางแคลง การเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้คนเชื่อไม่ได้ว่าสุจริตเที่ยงธรรม และทุกคนพร้อมตราหน้าว่า รัฐบาลมาจากการโกง รัฐมนตรีมาจากการโกง ซึ่งไม่ทำให้บ้านเมืองเดินไปได้” เจษฎ์ กล่าว
ทั้งหมดคือการจำลอง “เลือกตั้ง” จากภาคประชาชน ซึ่งยังกังขาข้อพิรุธ “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรลงคะแนนเสียง โดย “กกต.” ยังไม่มีคำถามที่แน่ชัดว่า จะนำไปสู่การเช็คเลขต้นขั้ว จนรู้ได้ว่า “คนกาบัตร” เลือกผู้สมัคร สส.คนใดหรือไม่ แต่การจำลองจะสามารถนำไปสู่การต่อสู้ในชั้นศาลได้อย่างแน่นอน





