ผลพิสูจน์บาร์โค้ดโหวตก๋วยเตี๋ยว ถอดรหัสถึงคนกา "นักวิชาการ" ขอ "กกต." เลิกใช้บาร์โค้ด พร้อมหนุน ศาลรธน. การันตีกระบวนการเลือกตั้ง หวั่น "รัฐบาล" ถูกตราหน้าว่าโกง
ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการจัดกิจกรรมจำลองการลงคะแนนบนบัตรที่มีคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด บนบัตรลงคะแนน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาศึกษาในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธาน กมธ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการจำลองการลงคะแนน ได้จำลองสถานการณ์เลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เป็นคนดำเนินกิจกรรม และมีอาสาสมัคร จากตัวแทนผู้สื่อข่าว นักวิชาการ และ นักการเมือง เข้าร่วมทดสอบเป็นผู้ลงคะแนน รวม 10 คน และมีทีมถอดรหัส ซึ่งเป็นนักศึกษา ประชาชนนักการเมือง จำนวน 5 ทีมๆ ละ 2 คน ร่วมกิจกรรมถอดรหัสการลงคะแนนผ่านบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทั้งนี้พบว่าทีมถอดรหัสสามารถถอดรหัสการลงคะแนนที่สืบย้อนไปยังผู้ลงคะแนนได้ถูกต้อง 10 คน จำนวน 3 ทีม ถอดรหัสถูก 9 คน จำนวน 1 ทีม และถอดรหัสถูก 4 คน จำนวน 1 ทีม
จากนั้นนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงผลที่เกิดขึ้นว่าการจัดเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า กกต. ควรยกเลิกบาร์โค้ดแบบ 1 ต่อ 1 เพราะการพิสูจน์จากกิจกรรมทดลองสามารถรู้ได้ว่าใครเลือกใคร เพราะหัวคะแนนที่เฝ้าดูการลงคะแนนสามารถตรวจสอบจากลำดับลงคะแนนได้ว่าเงินซื้อเสียงได้ผลหรือไม่ ซึ่งพิสูจน์ว่าไม่ต้องมีต้นขั้ว หรือมีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง สามารถรู้ได้ว่าเลือกใคร นอกจากนั้น กกต. จะมั่นใจอย่างไรว่าไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด หรือในเขตใด อาจจะทุจริต ทั้งนี้ตนไม่ได้กล่าวหา แต่ในวงในราชการมีเกิดขึ้นแล้ว เช่น คณะกรรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
“สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ ความมั่นใจในระบบที่หัวคะแนน หรือเจ้าหน้าที่กกต. ไม่รู้ว่าเลือกใคร หากประชาชนรับเงินต้องมีสิทธิกากบาทในสิ่งที่อยากกา ไม่ใช่รับเพราะเงิน หรืออยู่ในเขตอิทธิพล หากไม่เลือกบ้านใหญ่ หรือเป็นนักธุรกิจต้องไม่กลัวว่า หากพรรคที่เลือกเข้าไปเป็นฝ่ายค้านจะเดือดร้อนกับธุรกิจหรือไม่ ดังนั้นเป็นหลักเลือกตั้งโดยรับที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย" นายปริญญา กล่าว
ขณะที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวว่า รหัสอิเล็กทรอนิกส์บนบัตรเลือกตั้งกับระบบที่สืบค้นได้ว่าผู้ที่ไปใช้สิทธิ์เลือกใคร ได้ทำลองเป็นที่ประจักษ์แล้ว ตนคิดว่าสิ่งที่อยากรู้คือ เจตนา มีโอกาสหรือไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีเจตนาหรือขาดเจตนา ทั้งนี้ตนอยากทราบว่าเจตนาที่ซ่อนอยู่คืออะไร แต่กรณีที่กกต. ไม่ชี้แจง และเลือกฟ้องปิดปาก หรือไม่ชี้แจงเข้าใจว่ามีเจตนาซ่อนอยู่ที่เป็นเรื่องใหญ่ ที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป
“ประเด็นปัญหาบัตรเขย่งผมมองว่า กกต. ควรสุ่มตรวจ เพื่อคะแนนที่กา กับคะแนนที่รวบรวมหรือไม่ เพื่อแสดงให้เห็นเป็นความพยายามแสดงให้เห็นถึงการทำงานที่โปร่งใส แต่ความผิดพลาดเกิดจากคณะกรรมการประจำหน่วย” นายสมบัติ กล่าว
ขณะที่นายเจษฎ์ โทณะวณิก แกนนำพรรครักชาติ กล่าวว่า จากการทำกิจกรรมทดลองเป็นเรื่องดี เพราะทำให้เห็นว่ารู้ลำดับที่ และสแกนหมายเลขบัตรได้ มีคนที่รู้ได้ ซึ่งมีคนที่ตั้งข้อสังสัยคือ เจ้าหน้าที่ ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ หากเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยถูกซื้อจริง สิ่งที่ทดลองทำนั้นสามารถเปิดเผยได้ทั้งหน่วย และในกรณีที่ กกต. รับรู้ถึงเหตุที่เกิด ที่เกิดว่าจะรู้นั้นแสดงว่า กกต. 7 คนและเลขาธิการ กกต. มีโอกาสถูกกล่าวหาว่ารู้เห็นเป็นใจในกระบวนการดังกล่าว
“สิ่งที่กกต.ต้องอธิบายให้ได้ ว่าทำแบบนี้ ที่เป็นความต่างของ 3 บัตรเลือกตั้ง ทั้งบัตรเลือกตั้งเขต บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติ ที่พบว่าบัตรสีชมพูมีหมายเลขเฉพาะตน หากอธิบายไม่ได้ และหากมี กรรมการประจำหน่วยถูกซื้อ ถือว่ากระบวนการนั้น และทำให้หัวคะแนนรับรู้ได้ ถือว่าน่ากังวล ผมหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องดังกล่าว พิจาณา หากอยู่ในความคลางแคลงการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้คนเชื่อไม่ได้ว่าสุจริตเที่ยงธรรม และทุกคนพร้อมตราหน้าว่ารัฐบาลมาจากการโกง รัฐมนตรีมาจากการโกง ซึ่งไม่ทำให้บ้านเมืองเดินไปได้” นายเจษฎ์ กล่าว
ขณะที่นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า กรณีข้อสงสัยในกระบวนการออกเสียงเลือกตั้งว่าเป็นไปโดยลับหรือไม่ จะกระทบต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ทั้งนี้ กมธ.ได้เปิดพื้นที่เพื่อให้จำลองการลงคะแนน ถือเป็นข้อเท็จจริงที่จะนำไปทำรายงานเรื่องการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ทั้งนี้หากทำเสร็จจะนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาในสมัยหน้า





