"กมธ.การเมือง" จัดจำลองลงคะแนนบนบัตรมีบาร์โค้ด "เจษฎ์" ยอมรับ "กรธ." คิดไม่ถึง ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แค่กำหนดให้เป็นลับ ส่วนวิธีปฏิบัติ อยู่ที่ "กกต."
ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธาน กมธ. พิจารณาประเด็นการออกแบบบัตรเลืออกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด และหลักประกันความลับของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทั้งนี้ได้เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนจัดกิจกรรมจำลองการลงคะแนนบนบัตรที่มีคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด บนบัตรลงคะแนน ซึ่งมีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นแกนนำจัดกิจกรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการจัดกิจกรรมดังกล่าว นายสมชัยระบุว่าเป็นการเลือกตั้งก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ ซึ่งได้จัดสถานที่จัดกิจกรรมมีคูหาเลือกตั้ง มีบัตรลงคะแนน มีกระดานนับคะแนน และมีอาสาสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ทั้งนี้พบว่ามีนักการเมืองเข้าร่วมกิจกรรม อาทิ นายเจษฎ์ โทณะวณิก แกนนำพรรครักชาติ นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมทางการเมือง นายธนพร ศรียางกูร นักวิชาการ เข้าร่วม
ทั้งนี้นายเจษฎ์ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า ระดับความลับของการเลือกตั้งมี 3 ระดับ คือ ระดับลงคะแนนในคูหา หากหันคูหาเหมือนการเลือกตั้งเมื่อปี 2549 โอกาสที่บุคคลอื่นจะเห็นเกิดขึ้นได้ เท่ากับว่าความลับระดับแรกนั้นเสียไป เพราะสามารถเห็นได้ ต่อมาคือ ความลับระดับเจ้าหน้าที่ ในหน่วยเลือกตั้ง ต้องพิจารณาว่าต้นขั้ว กับ บัตรเลือกตั้ง นั้นสามารถเจอกันหรือจับแรกกัน หากเจ้าหน้าที่จับต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งที่กาคะแนนมาเจอกันได้ ความลับระดับเจ้าหน้าที่จะหายไป
นายเจษฎ์ กล่าวต่อว่า และ ความลับในระบบ ซึ่งแบ่งเป็มี 3 ชั้น ชั้นแรก ที่ถกเถียงกันว่าแยกต้นขั้ว กับบัตรเลือกตั้งจากกัน แต่เมื่อสแกนบัตรเลือกตั้ง และเจอกับต้นขั้วได้ ซึ่งในขั้นแรกหากสแกนแล้วรู้ ต้องพิจารณาในขั้นตอน สามารถนำต้นขั้ว และบัตรมาเจอกันได้อย่างไร ต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมาย คือ ศาลสั่ง และขั้นตามว่าใครเป็นคนกา
"ตอนนี้อยู่ระดับสาม ชั้นที่หนึ่งเพราะมีกฎหมายคุ้มครอง ส่วนชั้นสองและชั้นสาม ไม่มีเพราะถูกเข้ารหัสไว้ หากจะรู้ได้ต้องถอดรหัสพร้อมกันและมีสักขีพยานถึงจะถอดรหัสได้ ทั้งนี้ในะดับชั้นที่สาม ที่หลายคนพูดคือ ไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร ไม่สามารถสืบย้อนได้ว่ามีกฎหมายหรือไม่ ขณะนี้เราไม่มี หากแสวงหาสิ่งนั้นไม่มี สำหรับคนที่บอกว่าเลือกตั้งโมฆะ หรือไม่โมฆะ ถือว่ามีธง แต่ผมไม่เคยบอกว่าผลจะเป็นอย่างไร” นายเจษฎ์ กล่าว
เมื่อถามถึงการเขียนความมุ่งหมายในรัฐธรรมนูญของการเลือกตั้งที่ต้องตรง และลับ นายเจษฎ์ ฐานะอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การเลือกตั้งโดยตรงและลับเป็นบทบัญญัติ ซึ่งตอนที่เขียนความมุ่งหมาย มองแค่ว่าต้องมีกฎหมายคุ้มครอง และวันนั้นที่เขียน คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขียน หรือคิดว่าใครสักคนจะใส่รหัสเพื่อย้อนดูบัตร ณ วันนั้นเป็นไม่ได้คิดเอาว่าต้องใส่ลายแล้วสามารถถอดลายว่าใครกาใคร
“ณ วันนั้นเขียนว่าตรวจไม่ได้ มีกฎหมายคุ้มครอง หลังจากนั้นน กกต. ว่าจะทำอย่างไรให้เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองความลับดังกล่าวหรือไม่” นายเจษฎ์ กล่าว
ขณะที่นายนรเศรษฐ์ กล่าวถึงเจตนารมณ์ของการจัดกิจกรรมว่า เพื่อศึกษาในเชิงวิชาการ นำข้อมูลที่ได้เพื่อประกอบรายงานการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยศึกษากระบวนการเลือกตั้งทั้งก่อนเลือกตั้ง ระหว่างเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง ทั้งนี้หลังเลือกตั้งมีข้อเท็จจริงกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งสังคมกังวลว่าสามารถตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่ ซึ่งกมธ.เห็นว่าสำคัญจึงต้องหาความชัดเจน เพื่อนำข้อมูลไปศึกษาและทำรายงาน นำเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
"เป็นการทดสอบเชิงวิชาการ การทำบาร์โค้ดลักษณะที่เกิดขึ้น มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ และหากเป็นจริงจะมีกระบวนการอย่างไร จะไปศึกษาเพื่อทำข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ข้อสรุปไม่ใช่ตีความประเด็นข้อกฎหมาย ว่าลับหรือไม่ หรือผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะไม่อยู่ในขอบข่ายที่กมธ.ศึกษา มีเพียงการศึกษาเพื่อพิสูจน์ความเสี่ยงเท่านั้น" นายนรเศรษฐ์ กล่าว





